• 0 โหวต - 0 เฉลี่ย
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
รายได้จากการเก็บภาษีรถยนต์ :ถ้าไม่ติดเรื่องผลประโยชน์กันถนนในประเทศไทยคงปูด้วยทองแล้ว

#1
รายได้จากการเก็บภาษีรถยนต์ : ถ้าไม่ติดเรื่องผลประโยชน์กันถนนในประเทศไทยคงปูด้วยทองแล้ว


มีคนเขาว่าจากวลีข้างบนและเมื่อวันก่อนมีคนมาถามผมว่า “คุณรู้ไหม ประเทศไทยเก็บภาษีจากการขายรถยนต์ปีละเป็นแสนๆคัน ภาษีเก็บที่ 200-300% ทำไมถึงต้องเก็บภาษีแพงแล้วเงินรายได้มันหายไปไหนบ้าง ? “ แล้วก็มีคำถามตามมาอีกว่ารัฐเอาเงินภาษีของเราไปทำอะไรหว่า ประเทศถึงได้เจริญ ฮวบ ฮวบ อย่างนี้ “

[Image: 549000007536201.JPEG]
เฟอรารี่ 612 สคาเลียตติ ในเมืองไทยราคาประมาณ 28 ล้านบาท ขณะที่ในอังกฤษราคาประมาณ 10 ล้านบาท

ผมตอบไม่ได้ก็เลยลองไปค้นหาดูแล้วก็พอเข้าใจแต่ยังไม่ลึกซึ้งเพราะไม่เคยได้สนใจในเรื่องนี้โดยเฉพาะเลย รู้แต่ว่าประเทศไทยมันมีทรัพยากรธรรมชาติมากมายมหาศาลแต่ทำไมประชาชนส่วนมากของประเทศจึงยังยากจนมีคนกลุ่มเดียวเท่านั้นที่ได้อยู่ดีกินดี
อย่างราคาน้ำมัน..เราผลิตเองได้แท้ๆทำไมเราถึงยังต้องใช้น้ำมันแพง แก๊สก็แพง รถยนต์ก็แพง

เมื่อไปดูรายได้หลักของประเทศว่ามาจากไหนบ้างก็ไปเจอกับคำถามว่า...

“ภาษีมาจากไหน ? ใครจ่ายมากที่สุดและมีใครที่ไม่ต้องจ่ายเลยแม้แต่บาทเดียว “

มันก็เป็นคำถามที่น่ารู้แต่คงจะหาคำตอบที่ชัดเจนแจ่มแจ้งไม่ได้เพราะข้อมูลบางอย่างถูกปิดกั้นไม่ให้ประชาชนธรรมดาๆเข้าถึง...

กลับมาที่เรื่องภาษีรถยนตร์ว่าทำไมเราถึงต้องจ่ายมากกว่าราคารถจริงๆถึงสองสามร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วรายได้จากภาษีอันนี้มันหายไปไหน ตัวเลขรายได้เมื่อเอาไปเปรียบเทียบกับรายได้หลักของประเทศจากภาษีต่างๆที่เก็บได้แล้วมันไม่ค่อย Balance กันนะครับ

ผมจึงขอนำเรื่องนี้มาขยายต่อเผื่อจะมี “ ผู้รู้ “ ที่จะสามารถอธิบายให้คนธรรมดาๆอย่างเราๆนี่เข้าใจได้ง่ายและอาจรู้ไปถึงว่าทำไมคนกลุ่มเดียวถึงรวยเอาๆแต่ประชาชนคนไทยเจ้าของประเทศถึงมีการดำรงชีวิตที่แตกต่างกันมากทั้งๆที่รายได้ทรัพยากรทางธรรมชาติสามารถที่จะเอามาเฉลี่ยแบ่งปันให้กับคนทั้งประเทศได้

โครงสร้างการคิดภาษีรถยนต์ในประเทศไทยจะแบ่งออกเป็น 2 กรณี ดังนี้ :



กรณีที่ 1 รถนำเข้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศ 

การคิดภาษีสำหรับรถนำเข้านั้น จะคิดจากราคา CIF (Cost + Insurance + Freight) ซึ่งก็คือ ราคาขายของรถ บวกด้วยค่าอากร ค่าประกันภัย และค่าขนส่งจากต่างประเทศ มาถึงที่ท่าเรื่อที่ประเทศไทย ราคา CIF นี้จะถูกระบุไว้ในเอกสารการนำเข้า ในที่นี้สมมติให้ราคา CIF เท่ากับ 100 บาท ภาษีที่ต้องจ่ายจะประกอบไปด้วย

1. อากรขาเข้า ภาษีแรกที่ผู้นำเข้าต้องจ่าย ณ ท่าเรือก่อนนำรถออกจากท่าเรือเข้ามาในประเทศในอัตรา 80% ของราคา CIF ซึ่งเท่ากับ 80 บาท

2. ภาษีสรรพสามิต ซึ่งกรมศุลกากรจะทำการเก็บภาษีนี้ พร้อมกับอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตนี้จะถูกเก็บในอัตราต่างกันตั้งแต่ 30-50% ขึ้นอยู่กับความจุกระบอกสูบ หรือขนาดเครื่องยนต์ (ดูตารางการคำนวณภาษีประกอบ) เช่น รถยนต์ขนาดไม่เกิน 2000 ซีซี ที่ถูกจัดเก็บในอัตรา 30%ของราคา CIF รวมกับภาษีอากรขาเข้า โดยใช้สูตรการคำนวณการจัดเก็บที่เรียกว่า ฝังในคือ 
{(100+80)x30%}    1 – (1.1x30%)

3. ภาษีมหาดไทย ชื่อภาษีมีที่มาจากภาษีที่เก็บได้นี้ถูกนำไปบริหารประเทศโดยกระทรวงมหาดไทย ซึ่งภาษีมหาดไทยจะคิดที่อัตรา 10% ของภาษีสรรพสามิต เพื่อส่งให้กระทรวงมหาดไทย

4. ภาษีมูลค่าเพิ่ม ในอัตรา 7% ของราคา CIF + อากรขาเข้า + ภาษีสรรพสามิต + ภาษีมหาดไทย 

ซึ่งเมื่อรวมภาษีทั้ง 4 ชนิดเข้าด้วยกันแล้ว จากราคารถสมมุติที่ 100 บาทจะกลายเป็น 287.5-428.0 บาท(ขึ้นอยู่กับความจุกระบอกสูบ) ซึ่งมูลค่าดังกล่าวนี้ยังไม่รวมอัตรากำไร และค่าดำเนินการอื่นๆ ของบริษัทผู้จำหน่าย ฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เราจะเห็นรถราคา 1 ล้านในเมืองนอกมาขายที่บ้านเราในราคา 3-4 ล้านบาท เพราะภาระภาษีมันสูงเช่นนี้นี่เอง
 
กรณีที่ 2 รถที่ผลิตในประเทศไทย 

ผู้ผลิตจะนำชิ้นส่วนรถยนต์เข้ามาจากต่างประเทศเป็นบางรายการ ซึ่งปริมาณและสัดส่วนการนำเข้า มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัทผู้ผลิต โดยรถแต่ละรุ่นภาระภาษีของผู้ผลิตจะมีความแตกต่างจากการนำเข้ารถทั้งคัน ดังนี้ 

1. อากรขาเข้า จะถูกจัดเก็บตามอัตราที่กรมศุลกากรกำหนด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิด หรือพิกัดของชิ้นส่วนนั้น ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 30% ของราคา CIF ถ้าใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศทั้งหมดก็จะไม่เสียภาษีในส่วนนี้

2. ภาษีสรรพสามิต จะถูกจัดเก็บอัตราเดียวกับการนำเข้ารถทั้งคันจากต่างประเทศ โดยคำนวณจากราคาหน้าโรงงาน และกรมสรรพสามิตจะพิจารณารับราคาหน้าโรงงานนี้ไม่ต่ำกว่า 76% ของราคาขายปลีกที่ขายให้กับผู้บริโภค คือ ถ้าราคาขายปลีกอยู่ที่ 100 บาท (รถยนต์ไม่เกิน 2000 ซีซี) ก็จะใช้ราคาหน้าโรงงานที่ 76 บาท มาคำนวณตามสูตร ฝังในเพื่อให้ได้ภาษีสรรพสามิต 

3. ภาษีมหาดไทย



คิดที่อัตรา 10% ของภาษีสรรพสามิต เพื่อส่งให้กระทรวงมหาดไทย

4. ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% กรมสรรพากรเป็น ผู้จัดเก็บ เหมือนกรณีที่

สมมุติให้รถขนาดไม่เกิน 2,000 ซีซี ราคารถหน้าโรงงานอยู่ที่ 100 บาท ภาษีสรรพสามิตก็จะอยู่ที่ 80.60 บาท บวกด้วยภาษีมหาดไทย 8.1 บาทและภาษีมูลค่าเพิ่ม 13.2 บาท ก็จะได้ราคาขายปลีกเท่ากับ 201.9 บาท หรือถ้าคิดในมุมกลับภาษีรวมของรถที่ผลิตในประเทศจะมีมูลค่าประมาณ 40-70% ของราคาขายปลีก ซึ่งจะขึ้นอยู่กับขนาดของเครื่องยนต์ ยิ่งปริมาตรกระบอกสูบมาก มูลค่าภาษีก็จะสูงตาม 

ตัวอย่าง(จากข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อพ.ค. 2549) เช่น ถ้าซื้อรถที่ผลิตในประเทศ เครื่องยนต์ 1800 ซีซี ในราคา 7 แสนบาท หมายความว่า เราได้จ่ายภาษีให้รัฐประมาณ 2.8-3 แสนบาท
ในขณะที่ภาษีรวมของรถนำเข้าจะคิดจากราคาขายปลีกไม่ได้เพราะยังไม่ได้รวมกำไรและค่าดำเนินการของผู้นำเข้า ฉะนั้นต้องคิดจากราคาทุน ซึ่งจะมูลค่าภาษีอยู่ที่ประมาณ 200-300 % ของราคาต้นทุน ตัวอย่าง เช่น ถ้ารถราคา 1 ล้านบาทในต่างประเทศ เมื่อนำเข้ามาขายที่เมืองไทย ต้องเสียภาษีรวมประมาณ 2 ล้านบาท ดังนั้น ผู้นำเข้าจึงต้องขายที่ราคา 3 ล้านขึ้นไปเพราะต้นทุนภาระภาษีที่สูงนี่เอง เพียงเท่านี้พอจะทำให้เข้าใจกันได้ว่า ทำไมเราถึงต้องซื้อรถที่แพงกว่าประเทศอื่นๆ อย่างมากมาย

แล้วภาษีทั้งหมดเป็นจำนวนเท่าไหร่?

ตัวเลขแท้จริงเราไม่อาจทราบได้ แต่เมื่อมองถึงมูลค่าตลาดรวมเฉพาะที่รถขายในประเทศ สมมุติยอดขายรถทั้งปีที่ 600,000 คัน (ในความจริงขายมากกว่านี้) ทุกคันราคาคันละ 500,000 บาท (ห้าแสนบาท ราคาสมมุติ) มูลค่าตลาดจะเท่ากับ 300,000,000,000 บาท (สามแสนล้านบาท ยอดสมมติแต่ยอดจริงมากกว่านี้) และคิดภาษีที่ยอดต่ำสุดที่ 40% ของราคาขายปลีกเท่ากับว่ารัฐจะได้ภาษีจากประชาชนที่ซื้อรถไปทั้งสิ้น 120,000,000,000 บาท (หนึ่งแสนสองหมื่นล้านบาท)

ขณะที่งบประมาณรายจ่ายประจำปี49อยู่ที่ 1.36 ล้านล้านบาทดังนั้นแล้วประมาณ 10% ของรายได้ภาษีที่จะนำมาจ่ายในงบประมาณมาจากเงินที่ประชาชนซื้อรถ แล้วรัฐเอาเงินภาษีของเราไปทำอะไรหว่า ประเทศถึงได้เจริญ ฮวบ ฮวบ อย่างนี้


เผยแพร่: 21 พ.ค. 2549 12:41   โดย: MGR Online

https://mgronline.com/motoring/detail/9490000064778

ผมได้เอาข้อมูลที่ไปค้นหามาได้มาลงต่อที่ท้ายกระทู้นี้เชิญคลิกไปอ่านได้ทั้งหมดตามลิงค์กระทู้ที่ให้ไว้ หากมีความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะอะไรที่จะเป็นประโยชน์เชิญเลยนะครับ

มีต่อ....
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#2
ภาษีรถยนต์ 300 เปอร์เซ็นต์


ถ้าไม่ติดเรื่องผลประโยชน์กัน ถนนในประเทศไทยคงปูไปด้วยทองแล้วครับ

ได้อ่านข่าวจากเว็บบอร์ดต่างๆ หลายแห่งทราบว่ารัฐจะปรับภาษีรถยนต์เพิ่ม พูดรวมๆแล้วคนที่ใช้รถที่มีซีซีเยอะ ก็ต้องจ่ายเยอะตาม แต่ในขณะเดียวกัน รถที่ออกมาสู่ตลาดส่วนมากขึ้นต่ำยังเป็น 1,500 cc อยู่ ซึ่งก็เสียภาษีมากพอสมควร
 
ที่มาภาษี: http://www.benzunity.com/forum/index.php?topic=1068.0

แต่ประเด็นที่ผมอยากพูดถึงคือ ภาษีการนำเข้ารถยนต์ จากการที่ได้ยินได้ฟังมาว่า รัฐได้คิดภาษีอากรการนำเข้ารถยนต์เกือบ 300% ผมเลยลองหาข้อมูลแบบง่ายๆ ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรก็ไปเจอที่เว็บบอร์ดต่างๆ เช่น 

http://www.mgbgarage.com/webboard/index....pic=1220.0

 หรือ http://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20080404104032AAtJxif
ก็ได้ความว่า ภาษีอากรนำเข้าประมาณร้อยละ 200 กว่าๆ ครับ
อ่านแล้วก็นึกเศร้าใจเหมือนกันนะครับว่า
ข้อดี

1. รัฐได้ภาษีจากการนำเข้ารถมากๆๆๆ เช่นรถราคา 100,000 บาท ต้องเสียภาษีนำเข้าประมาณ (คิดที่ 250%) 250,000  รวมแล้วราคาที่ต้องขาย 350,000 แล้วกำไรอยู่ตรงไหน ก็บวกเพิ่มไปอีกซิครับ สมมติถ้าบวกเพิ่มอีก 100% จากราคาซื้อ (100,000 บาท) + กับราคาภาษีที่ต้องเสียในการนำเข้า รวมแล้วเป็น
ราคาก่อนนำเข้า 100,000 บาท
คิดกำไร 100% = 100,000 บาท
รวมราคาที่ได้กำไร = 200,000 บาท
บวกกับภาษี ณ ราคานำเข้า (100,000 บาท) = 200,000+350,000= 550,000 บาท
อืม..มันเป็นเช่นนี้นี่เอง แสดงว่ารถยี่ห้อดังที่ราคาหลายล้านในบ้านเรา แต่เมืองเขามีขับกันเกลื่อนเมือง หรือบางประเทศที่ผลิตรถนั้น ใช้เป็นรถแท็กซี่ ก็คงมาจากสาเหตุของภาษีนำเข้าในบ้านเรานี่เอง
สรุปแล้วข้อดีคือ รัฐภาษี เพื่อพัฒนาประเทศเยอะมาก
2. เมือรถมีราคาแพง ผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อก็จะตัดสินใจซื้อได้ยากขึ้น
3. ทำให้ประชาชนต้องหันไปใช้ ขนส่งมวลชนมากขึ้น

แต่ข้อเสียคือ
1. ภาษีที่รัฐได้นั้น เอาไปใช้ทำอะไรบ้าง ถูกพูดกันอยู่เสมอว่าประเทศกำลังพัฒนา ผมเชื่อว่าประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว มีการเก็บภาษีที่มากกว่านี้ แต่ประชาชนของเขาก็มีรายได้และอยู่ได้อย่างไม่คลาดแคลนครับก็ไม่ทราบสาเหตุลึกๆ ภายในเหมือนกันครับ
2. ถ้าสังเกตพฤติกรรมผู้ซื้อดีดี แล้วเห็นได้ว่า ไม่ว่ารถจะมีภาษีแพงแค่ไหน แต่ประชาชนก็ยังมีอำนาจซื้ออยู่ดี แต่พอซื้อแล้ว ก็เป็นหนี้เป็นสินกันตามระเบียบ
3.สืบเนื่องมาจากข้อ 2.   เพราะขนส่งมวลชนในประเทศยังไม่ดีจริง ผู้บริโภคจึงต้องกัดฟันเป็นหนี้เพื่อซื้อรถที่มีราคาแพงๆขับกัน
ประเทศสิงคโปร์เป็นที่ที่กล่าวขานกันมากว่าขนส่งมวลดีที่สุดในโลก ในใจก็คิดว่าก็เพราะเป็นประเทศเล็กๆ (ขนาดใหญ่กว่าภูเก็ตไม่มาก) เขาจึงสามารถวางระบบแบบครบวงจรได้ พอมองกลับมาประเทศ ขนาดใหญ่กว่า แต่ทำแบบนั้นไม่ได้เหรอ ผมไม่เชื่อโดยเด็ดขาดเลยว่า มันต้องทำได้
ทำไม กรุงเทพถึงรถติด -- ก็เพราะทุกอย่างรวมศูนย์ที่นี่
ทำไม ความเจริญถึงลงแต่กรุงเทพ -- ก็เพราะมีความต้องการต่างๆมาก
ถามว่า ต่างจังหวัดไม่ต้องการเหรอ -- ต้องการครับ แต่ด้วยความที่ความเจริญและการจ้างงานอยู่กรุงเทพ ทุกอย่างจึงไม่ค่อยลงไปต่างจังหวัดเลย
ที่สิงคโปร์รถไฟฟ้าของเขาเชื่อมโยงหมดทั้งบนดินใต้ดิน ซื้อตั๋วครั้งเดียว รถในเมืองวิ่งใต้ดิน พอออกนอกเมืองก็ไปวิ่งบนดิน -- ช่วงเช้าเปิดไปฟังรายการนายกคุยกับประชาชนพอดี ท่านนายกพูดว่าต่อไป จะทำให้สามารถซื้อตั๋วใบเดียวแล้ววิ่งได้หมดทั้งบนดินและใต้ดิน ถ้าเป็นได้จริงก็คงดีครับ แต่ไม่รู้เมื่อไหร่ครับ วันนี้วันที่ 6 ธ.ค.52 คอยดูต่อไปครับว่าเมื่อไหร่ จะได้แบบนั้นครับ
เหตุผลที่เขียนบันทึกนี้ ก็เพราะว่า ตัวเองนั้นอยากได้รถเหมือนกัน จริงๆถ้าเราไม่มีความอยากก็คงไม่ต้องมาบ่นแบบนี้ อยู่กับธรรมชาติได้เลยคงดี แต่ชีวิตเรากว่าจะถึงวันนั้นก็ต้องดิ้นรนกันต่อไปครับ ที่หาดใหญ่ฝนตกไม่แน่ไม่นอน จะไปไหนมาไหนก็ลำบาก ถ้าไม่มีมอเตอร์ไซค์ส่วนตัว ก็ต้องแบกภาระใช้รถรับจ้าง ไม่ว่าจะเป็นสองแถวหรือรถตุ๊กๆ สองแถววิ่งในเมืองประมาณ 10 บาท ออกนอกเมืองก็เพิ่มขึ้นตามระยะทาง รถตุ๊กๆก็ประมาณ 20 บาทต่อคน ถ้าไปไกลหรือตอนกลางคืนก็แพงขึ้น ถ้าใช้มอเตอร์ไซค์ก็มีค่าน้ำมันรถอีก จะบอกว่า งั้นก็ไม่ต้องไหน ก็พยายามอยู่ครับ แต่คนเราก็มีสังคม มีของต้องซื้อต้องใช้บ้าง เห็นอินเดียเอย มาเลเซียเอย มีรถที่ผลิตเอง รู้สึกดีครับ Tata Nano ราคาขายที่อินเดียประมาณ 80,000 ถ้านำเข้ามาไทย ก็คงประมาณ 240,000 ยังไม่รวมกำไรครับ อย่างโปรตอนนำมาขายในไทย ราคาประมาณ 399,000 ไม่ทราบราคาจริงของรถครับ แต่เท่าที่รู้ในประเทศเขาคือ ถ้าซื้อรถโปรตอนราคาจะถูกมาก แล้วถ้าใครซื้อแล้วไม่มีเงินผ่อน ก็ให้คลุมรถไว้ เสมือนว่าไม่มีการใช้งาน รัฐก็ยังจะไม่ยึดรถครับ แต่ถ้าคุณนำมาขับเมือไหร่ แสดงว่าคุณสามารถชำระเงินได้แล้ว ก็จะตามเก็บต่อไปครับ (ข้อมูลนี้ได้มาจากไกด์ที่ผมเคยไปเที่ยวมาเลเซียมาครับ)
เขียนมาซะยืดยาว ยังกังวลในใจนิดๆ่ว่าจะกลายเป็นเรื่องการเมืองหรือเปล่า หรือมองว่าผมวิจารณ์รัฐบาลหรือเปล่า อันนี้ไม่ใช่ครับ มันเป็นแบบนี้มานานแล้วครับ ระเบียบนี้ออกมานานแล้ว แต่ทุกคนก็ไม่สามารถทำอะไรได้ อ.ฝรั่งที่สอนภาษาอังกฤษผมยังบอกเลยว่ารถมือสองในไทยราคาแพงมาก ไม่รู้ว่าจะแพงไปไหน??
ได้ข่าวเรื่องรถ Nissan March มาว่าจะนำมาขายในไทยในราคา 3 แสนกว่า น่าสนใจครับ น่าจะมาตีตลาดสู้กับโปรตอนได้ ผมแอนตี้โปรตอนนิดๆครับ เพราะอิจฉาเขาว่าทำไมไทยถึงทำแบบเขาไม่ได้ เขายอมซื้อลิขสิทธิ์เครื่องยนต์ของ Lotus แล้วมาปรับประกอบให้กลายเป็นของตนเอง แล้วขายได้ในราคาถูกเพื่อประชาชนของเขาจะได้มีมีรถใช้กันทุกคน แต่ขนส่งมวลชนของเขาก็ดีพอควรครับ
อยากฝากไว้กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องครับ ถ้าไม่ติดเรื่องผลประโยชน์กัน ถนนในประเทศไทยคงปูไปด้วยทองแล้วครับ -- ประโยคได้มาจากนักการเมืองสักคนหรือนักวิชาการเนี่ยละครับผมจำชื่อไม่ได้แล้วครับ
ขอบคุณครับ
บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย Nat_Panik ใน เรื่องราวความรู้จาก lovaibu
 
https://www.gotoknow.org/posts/318480
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#3
ภาษีมาจากไหน? ใครจ่ายมากที่สุด และมีใครไหมที่ไม่ต้องจ่ายเลยแม้แต่บาทเดียว
เดือนมีนาคมของทุกปี ก็คือฤดูกาลเสียภาษีของผู้ที่มีเงินได้สุทธิทั้งปีเกินกว่า 150,000 บาท ที่เรียกกันว่า ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่จะต้องทำให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 หากไม่อยากจ่ายค่าปรับเพิ่ม
 
แม้ภาษีชนิดนี้จะมีมูลค่าอยู่ไม่น้อยเป็นเงินหลายแสนล้านบาท/ปี แต่ก็ไม่ใช่แหล่งรายได้แหล่งเดียวของรัฐบาลแน่ๆ ทว่าในปัจจุบันก็ยังมีคนเข้าใจผิด คิดว่าคนที่เสียภาษีให้กับรัฐบาล มีแค่ไม่กี่ล้านคนที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเท่านั้น ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดมหันต์
 
The MATTER กลับไปค้นข้อมูลในเอกสารงบประมาณ เพื่อดูว่า..
·        รายได้ของรัฐบาลที่มาจากเงินภาษีของประชาชน มีที่มาจากอะไรบ้าง?
·        ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคิดเป็นกี่เปอร์เซนต์?
·        ภาษีชนิดไหนที่คิดเป็นสัดส่วนมากที่สุด?
·        ใครต้องเสียภาษีอะไรบ้าง และจะมีใครไหมที่ไม่ต้องเสียภาษีอะไรเลย?
 
สำหรับปีงบประมาณ 2561 มีการประมาณการว่า รัฐบาลจะสามารถจัดเก็บภาษีอากรสุทธิได้ราว 2.23 ล้านล้านบาท คิดเป็น 77% ของรายได้ทั้งหมด
 
สำหรับการเก็บภาษีอากร จะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ภาษีทางตรง คือผู้เสียภาษีจ่ายเอง (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา/ภาษีเงินได้นิติบุคคล/ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม) และ ภาษีทางอ้อม คือเก็บจากบุคคลอื่น แต่ผู้เสียภาษีต้องรับภาระในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง (เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ภาษีสินค้าเข้า-ออก ฯลฯ)
แต่แหล่งภาษีใหญ่ๆ จะมาจาก 3 แหล่ง ได้แก่
1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
มีผู้เสียภาษีอยู่เพียง 4 ล้านคน (จากผู้ยื่นแบบทั้งหมด 10 ล้านคน) รวมเป็นเงิน 3.32 แสนล้านบาท คิดเป็นราว 15% ของภาษีทั้งหมด
2. ภาษีเงินได้นิติบุคคล
เก็บจากบริษัทต่างๆ ราว 1.5 แสนแห่ง ประมาณกันว่าจะมีรวมกันราว 6.51 แสนล้านบาท คิดเป็น 29% ของภาษีทั้งหมด
3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม
หรือที่มักเรียกกันว่า VAT (value-added tax)โดยผู้เสียภาษีชนิดนี้ก็คือ ทุกคนที่ซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าต่างๆ เพราะจะมีการบวก VAT ไว้ในราคาขายแล้ว คิดเป็นเงินรวมกันราว 8.21 แสนล้านบาท หรือ 37% ของภาษีทั้งหมด
 
 [Image: %E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B5_1.png]
ส่วนที่เหลืออีก 19% คิดเป็นเงินกว่า 4.26 แสนล้านบาท จะมาจากภาษีอากรประเภทอื่นๆ เกือบสิบประเภท เช่น ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ภาษีสินค้าเข้า-ออก เป็นต้น

นั่นแปลว่าแทบทุกคนจะต้องเสียภาษีในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเสมอ

Illustration by Naruemon Yimchavee

https://thematter.co/quick-bite/where-ta...from/47569
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#4
ยอดการผลิต-การส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์เดือนมิ.ย. 2562


ผลิตรถยนต์ได้172,878คัน ลดลงร้อยละ 8.52 ขายในประเทศ86,048 คัน ลดลงร้อยละ 2.1 เป็นเดือนแรกในรอบ 30เดือนและส่งออก 97,575คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4

ดูรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ :

http://www.thaiauto.or.th/2012/th/news/n...ws_id=4596
 
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#5
ยอดขายรถยนต์ไทยทะลุ 1 ล้านคัน จับตาปี 2562 รถยนต์ไฟฟ้ามาแรง
ตลาดรถยนต์ไทย ปี 2561 เติบโตสุดขีด ทำยอดขายเกิน 1 ล้านคัน นับเป็นครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์ คาดว่าปี 2562 จะยังคงขายดีต่อเนื่อง อาจแตะล้านคันเหมือนปีที่ผ่านมา ขณะที่จะได้เห็นค่ายรถส่งรถยนต์ไฟฟ้าสู่ตลาดมากขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ปี 2561 ยอดขายรถยนต์ทะลุ 1 ล้านคัน 
ตั้งแต่ต้นปี 2561 ยอดขายรถยนต์ในไทยเดินหน้าเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกินความคาดหมายของภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องที่ประมาณว่าตัวเลขจะแตะที่ 920,000 คัน แต่ผ่านครึ่งปีแรกหลายฝ่ายเริ่มมองตัวเลขที่ 1 ล้านคัน โดยกลุ่มรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งรถยนต์อีโคคาร์ มีตัวเลขยอดขายโดดเด่นเป็นอย่างมาก และรถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้าก็มีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด ประกอบกับรถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) ซึ่งเติบโตได้อย่างดีตลอดทั้งปี จากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่เป็นที่นิยมของตลาด

ส่งผลให้ ตลาดรถยนต์ไทย ปิดตัวเลขยอดขายในปี 2561 ที่ 1,039,158 คัน เติบโตขึ้น 19.2% นับเป็นยอดขายเกิน 1 ล้านคัน ครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์ตลาดรถยนต์ไทย หลังจากที่เคยทำได้ในปี 2555 และ 2556 ซึ่งมีปัจจัยมาจากโครงการรถยนต์คันแรก

โดยปัจจัยที่ทำให้ปี 2561 มียอดขายถล่มทลายมาจากการที่ค่ายรถยนต์เปิดตัวรถรุ่นใหม่หลายรุ่น พร้อมโปรโมชั่นการตลาดที่จูงใจ อีกทั้งมีการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อ รวมถึงรถยนต์ในโครงการรถคันแรกชุดสุดท้ายถึงกำหนดครบ 5 ปี ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ผลักดันให้ GDP ของประเทศไทยเติบโต 4.2%
[Image: %E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%...reset2.jpg]
ค่ายรถผสานเสียง คาดปี 62 ยอดขายยังแตะล้านคัน

สำหรับแนวโน้มตลาดรถยนต์ในปี 2562 นี้ มร.จาง ไห่โป กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เอ็มจีมั่นใจว่าตลาดอุตสาหกรรมรถยนต์ในปีนี้ จะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ประมาณการว่าจะเติบโต 5-10% ซึ่งเอ็มจีตั้งเป้ายอดขายที่ 50,000 คัน จากปีที่แล้วขายได้ 23,740 คัน โดยขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และเตรียมแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ด้วยนวัตกรรมยานยนต์ที่ทันสมัยอีกหลายรุ่น รวมทั้งยกระดับการบริการ พร้อมจัดกิจกรรมทางการตลาดและส่งเสริมการขายรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ซึ่งที่ผ่านมาเอ็มจีได้ขยายการเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการไปทั่วประเทศแล้วกว่า 100 แห่ง ในปีนี้จะเพิ่มเป็น 140 แห่ง



อีกทั้งจากความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย ผนวกกับความมุ่งมั่นที่จะยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เมื่อปี 2560 เอ็มจีได้เปิดโรงงานผลิตรถยนต์ ด้วยงบการลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท ภายในนิคมอุตสาหกรรม เหมราชอีสเทิร์น ซีบอร์ด แห่งที่ 2 จ.ชลบุรี สามารถผลิตรถยนต์ได้ถึง 100,000 คันต่อปี ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย มีระบบตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานระดับโลก โรงงานยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันเป็นฐานการผลิตรถยนต์เอ็มจีพวงมาลัยขวา สำหรับจำหน่ายในไทยและทั่วโลก



สอดคล้องกับมุมมองของ มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ที่เปิดเผยว่าแนวโน้มตลาดรถยนต์ในไทยปีนี้ จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ด้วยจำนวน 1 ล้านคัน จากปัจจัยการลงทุนของภาครัฐที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการ กระตุ้นการลงทุนจากภาคเอกชน รวมถึงการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ในตลาดรถยนต์



โดย โตโยต้า ตั้งเป้าการขายในประเทศที่ 330,000 คัน เพิ่มขึ้น 4.7% จากปี 2561 ที่มียอดขาย 315,113 คัน เติบโต 31.2% ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 30.3% นอกจากนี้ ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยี ตอบสนองนโยบายของภาครัฐที่ผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยผลิตแบตเตอรี่ไฮบริดในไทยให้เร็วขึ้น ซึ่งจะเริ่มผลิตที่โรงงานประกอบรถยนต์ Toyota Gateway ในเดือนพฤษภาคมนี้ ยังได้ริเริ่มโครงการการจัดการแบตเตอรี่ทั้งวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เพื่อช่วยลดปัญหาการเกิดขยะ และช่วยทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนในประเทศ ภายใต้แนวคิดการจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งช่วยลดปริมาณการนำเข้าแบตเตอรี่ และลดต้นทุนการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฮบริด



ขณะที่ คุณชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ปี 2561 ถือเป็นปีแห่งการวัดคุณภาพและฝีมือของคนยานยนต์ เนื่องจากตลาดมีการแข่งขันที่สูงมาก สำหรับมาสด้า แม้จะไม่ได้ส่งรถยนต์รุ่นใหม่ลงสู้ศึกในตลาด แต่กลับทำยอดขายได้เกินคาดทะลุ 70,475 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 37%



ทั้งนี้คาดว่าตลาดรถยนต์ไทยในปี 2562 จะทรงตัวหรือเติบโตขึ้นเล็กน้อย ประมาณการตัวเลขอยู่ที่ 1.03-1.06 ล้านคัน สำหรับ มาสด้า จะมียอดขายสูงขึ้นมากกว่า 75,000 คัน เติบโตขึ้น 5-10% และส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 6.7% โดยปีนี้ถือเป็นปีทองของมาสด้า โดยจะมีการส่งรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดมากถึง 6 รุ่น ทั้งรถเก๋ง รถอเนกประสงค์ และรถครอสโอเวอร์ มาพร้อมดีไซน์ใหม่จากโคโดะ ดีไซน์ เจนเนอเรชั่น 2 และเทคโนโลยีสกายแอคทีฟใหม่ SKYACTIV-X และ Hybrid


อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่ายอดขายรถยนต์ไทยในปีนี้ อาจปรับลดลงไปสู่ระดับ 980,000 - 1,010,000 คัน ซึ่งหดตัว 2-5% เมื่อเทียบกับปี 2561 แม้ตลาดจะมีปัจจัยบวกจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ของค่ายรถต่างๆ รวมทั้งการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น และการลงทุนภาครัฐกับภาคเอกชนที่ยังคงขยายตัว แต่ยังต้องเฝ้าระวังเรื่องภาวะหนี้ครัวเรือน ที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการเพิ่มความระมัดระวังการให้สินเชื่อของบริษัทลีสซิ่งต่างๆ จากปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มสูงขึ้นมาก

[img] http://www.bltbangkok.com/public/core/up...reset3.jpg[/img]
ส่องเทรนด์รถยนต์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกันในปัจจุบันตลาดรถยนต์โลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคแห่งรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งไทยก็เป็นฐานการผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของโลก โดยนับตั้งแต่ปี 2553 ที่มีการเปิดตัวรถยนต์อีโคคาร์ จนถึงปี 2561 ก็ยังคงได้รับความนิยม และมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง



อีกทั้ง ไทยยังได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการพัฒนาตลาดรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งกำลังอยู่ในกระแสของตลาดโลก และมีทิศทางที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากระดับราคาที่จับต้องได้มากขึ้น จากการสนับสนุนของภาครัฐ ในการกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตที่เอื้อให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายขึ้น จนทำให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า รถยนต์อีโคคาร์ มียอดขายถึง 171,000 คัน ขยายตัว 37% เมื่อเทียบกับปี 2560 ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นสูง ขณะที่ รถยนต์ไฟฟ้า มียอดขายสูงกว่า 21,000 คัน ขยายตัวถึง 75%



จับตารถยนต์ไฟฟ้ามาแรง

ก้าวเข้าสู่ปี 2562 คาดว่ารถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าจะยังได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง ด้วย 2 ปัจจัยหนุนที่สำคัญ คือ 1. การเดินหน้าลงทุนของค่ายรถยนต์ โดยมีค่ายรถที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจากบีโอไอ และกำลังอยู่ระหว่างรอการพิจารณา ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสรรพสามิตที่ต่ำกว่ารถยนต์รุ่นปกติมาก จึงสามารถตั้งราคาที่ดึงดูดผู้ซื้อได้มากขึ้น ทำให้เตรียมเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ออกมาหลายรุ่น



และ  2. นโยบายภาครัฐที่สนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะการผลักดันโครงการรถยนต์อีโคคาร์ ให้มีการนำพลังงานไฟฟ้ามาใช้ในการขับเคลื่อน (อีโคอีวี) ทั้งรถยนต์ไฮบริด รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ ด้วยการปรับลดภาษีสรรพสามิตลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งคาดว่าน่าจะกระตุ้นให้รถยนต์ไฟฟ้าเติบโตเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์อีโคคาร์ไฮบริด ที่ค่ายรถอาจจะเริ่มนำมาทำตลาดก่อน จากความพร้อมด้านเทคโนโลยี ต้นทุน และโอกาสในการได้รับการตอบรับ เพราะมีราคาใกล้เคียงกับรถยนต์รุ่นปกติ อาจส่งผลให้สัดส่วนความต้องการรถยนต์อีโคคาร์ไฮบริดเพิ่มสูงขึ้น


ส่วนรถยนต์อีโคคาร์ปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์อีโคคาร์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ อาจจะต้องรอให้ระดับเทคโนโลยีของค่ายรถยนต์ต่างๆ มีความพร้อมมากกว่านี้ รวมถึงในเรื่องของราคาแบตเตอรี่ที่ควรจะต้องลดลงอยู่ในระดับที่จับต้องได้มากขึ้น ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในไทย อาจจะมีจำนวน 37,000-38,500 คัน ขยายตัวกว่าร้อยละ 76-83% จากปี 2560

[Image: %E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%...reset4.jpg]
เร่งพัฒนารถยนต์ยูโร 5 แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

ฝุ่นพิษ PM2.5 เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหามลพิษทางอากาศในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเกิดจากไอเสียรถยนต์ โดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าการแก้ปัญหาในระยะยาว คือการพัฒนาเป็นมาตรฐานยูโร 5 ซึ่งปล่อยมลพิษและฝุ่น PM2.5 เพียง 1 ใน 5 ของมาตรฐานยูโร 4 จึงเริ่มมีการพูดคุยให้ค่ายรถเร่งพัฒนารถยนต์มาตรฐานยูโร 5 ภายในปี 2564



ทั้งนี้ ต้นทุนการพัฒนารถยนต์ยูโร 5 ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซล ที่ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10,000-25,000 บาทต่อคัน ส่วนรถยนต์เครื่องยนต์เบนซิน 800-1,600 บาทต่อคัน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการปรับมาตรฐานไอเสีย ระดับยูโร 5 แล้ว แต่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าต้องคำนึงถึงรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลเก่าที่ยังไม่ได้มาตรฐานยูโร 5 ซึ่ง ณ สิ้นปี 2561 ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีจำนวนสะสมสูงถึง 3 ล้านคัน โดยต้องมีการปรับจูน ระบบเครื่องยนต์ให้เป็นมาตรฐานยูโร 5 ด้วย จากข้อมูลวิจัยในสหภาพยุโรป พบว่าต้นทุนในการปรับจูนอยู่ที่ประมาณ 55,000 บาทต่อคัน อีกทั้งผู้บริโภคจะต้องเลือกใช้น้ำมันดีเซล ยูโร 5 ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งภาคเอกชนต้องใช้เงินลงทุนสูงกว่าหลายหมื่นล้านบาท และภาระต้นทุนอาจตกมาสู่ผู้บริโภคผ่านราคาด้วย รวมถึงต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในการจับปรับรถยนต์ที่ปล่อยควันดำบนท้องถนน  
____________________
มร.จาง ไห่โป - กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
เอ็มจีต้องขอขอบคุณคนไทยที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี รวมทั้งขอบคุณภาครัฐและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่ให้การสนับสนุนการดำเนินของบริษัทฯ ด้วยดีเสมอมา จนกล่าวได้ว่าวันนี้เอ็มจีได้เติบโตอย่างมั่นคงในตลาดเมืองไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่สำคัญของเรา ทั้งนี้เรายังคงเดินหน้าสานต่อการดำเนินธุรกิจในไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ซึ่งจะมาพร้อมนวัตกรรมยานยนต์ที่ทันสมัย การบริการที่เหนือมาตรฐาน ตลอดจนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าให้กับลูกค้าของเอ็มจี และสร้างการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย


[Image: %E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%...reset5.jpg]


มีต่อ....
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#6
Thai Auto Industry Likely to See Active Push for EVs


Since early 2018, Thailand’s automotive industry has been expanding steadily and exceeded the initial domestic sales estimate of 920,000 units before ending at 1,039,158 units – a 19.2% on-year increase.  This was the third year that local vehicle sales hit the one-million mark and it was attributed to the introduction of many new models, attractive promotional campaigns, relaxed loan consideration, the end of the minimum five-year ownership under the first-car scheme, and Thailand’s 4.2% GDP.

In 2019, MG Sales (Thailand) expects its sales to grow 5%-10% to at least 50,000 units, compared with 23,740 units sold in 2018, while Toyota Motor Thailand projects this year’s sales to increase 4.7% from last year’s record of 315,113 units due to ongoing public and private investment projects and the company’s plan to launch new models.

Mazda Sales Thailand said that it beat expectation in 2019 with the sales of 70,475 units – a 37% year-over-year growth, despite the fact that the company did not introduce new models and the market was very competitive.  Mazda expects its 2019 sales to grow to over 75,000 units and win a market share of 6.7% on the back of the plan to launch six new models of passenger vehicles, SUVs and crossover vehicles.

However, Kasikorn Research Center forecast Thailand’s domestic sales of vehicles to contract 2%-5% to 980,000-1,010,000 units in spite of positive developments within the automotive industry, improved public confidence due to the upcoming general election and continued public and private investment.

Meanwhile, environmentally-friendly automobiles, particularly electric vehicles (EVs), look likely to be well-received in 2019 because of more investment by automakers and the government’s promotional policies.


http://www.bltbangkok.com/CoverStory/%E0...9%E0%B8%B2
 
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#7
[Image: 67719839_358896748093452_784163529056006...e=5DE5F12F]
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:


Digg   Delicious   Reddit   Facebook   Twitter   StumbleUpon  


You are visitor no. :   Theme © 2014 iAndrew  
Powered by: MyBB, © 2002-2019 MyBB Group.  
ลงโฆษณากับนานาสาระ ดอทโออาร์จี เพียงเดือนละ xxx บาท สนใจติดต่อที่ info@nanasara.org