• 0 โหวต - 0 เฉลี่ย
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
พรรค"อนาคตใหม่"คือทางเลือกของประชาชนที่เบื่อพรรคการเมืองน้ำเน่าและเผด็จการทหาร ตอน 3

#1
พรรค"อนาคตใหม่" คือทางเลือกของประชาชนที่เบื่อพรรคการเมืองน้ำเน่าและเผด็จการทหาร ตอน 3


เมื่อราษฎรเต็มขั้นอย่างผมได้เขียนให้เหตุผลไปแล้วว่า..ทำไมผมถึงเลือกพรรคอนาคตใหม่...

วันนี้ผมขอคัดลอกเอาข้อเขียนบางตอนของ ดร.สุรชัย ศรีสารคาม อดีตปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก กระทรวงมหาดไทย อดีตผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครองและอดีตเป็นคนคิดริเริ่มโครงการเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักและขับเคลื่อนให้เกิดระบบการทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติและบัตรประจำตัวประชาชนอเนกประสงค์แบบสมาร์ทการ์ด ที่ใช้อยู่คู่กับสังคมไทยในปัจจุบันนี้และเป็นพื้นฐานที่จะก้าวสู่สังคมยุคดิจิตอลได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนได้รับรางวัลระดับโลก The Computer World Smithsonian Award 1990..,

[Image: banner-surachai.jpg]
ปัจจุบันท่านเป็น กรรมการบริการพรรคอนาคตใหม่สายภูมิภาค มาให้อ่านกัน...

ท่านได้เขียนเกริ่นไว้ว่า.....

ผมเห็นว่า พรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคที่ไม่แบ่งแยกประชาชน ไม่มีภาพลบในอดีต ไม่เป็นของผู้ใดผู้หนึ่ง แต่เป็นพรรคที่เป็นที่พึ่งใหม่ เป็นความหวังใหม่ และเป็นอนาคตใหม่ ที่จะเปลี่ยนแปลงการเมืองใหม่อย่างต่อเนื่อง ก้าวสู่อนาคตใหม่ที่ดีขึ้นเพื่อการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนของสังคมไทย

เหตุผลหลัก4ประการที่ผมมองเห็นเพื่อตัดสินใจให้การสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่หลังจากที่ได้เข้าไปสัมผัสและรับฟังวิสัยทัศน์ด้วยอุดมการณ์อันมั่นคงและแรงกล้า จากคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ในฐานะหัวหน้าพรรค ผู้ถือธงชัยนำหน้าได้แก่

1.ต่อต้านระบอบเผด็จการทุกรูปแบบ

2.สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย

3.ต่อต้านคนโกง
 
4.มุ่งประโยชน์ประชาชน

ดร.สุรชัย ศรีสารคามกล่าวอีกว่า...” ศักยภาพของคนรุ่นใหม่ โดยมีคนรุ่นประสบการณ์แบบผมจำนวนไม่น้อยคอยให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง พรรคอนาคตใหม่จึงเป็นคำตอบของสังคมไทย ..

ซื่งมันก็เป็นผลเดียวกันกับที่ผมเขียนแนะไว้ตามหัวข้อ...

เชิญคลิกไปอ่านข้อเขียนเต็มๆของดร.สุรชัย ศรีสารคามได้ตามลิงค์ครับ
( https://thefuturewewant.today/surachai-reason/ )

ป.ล. เอาข้อความบางวรรค ที่คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจที่เคยกล่าวไว้มาให้อ่านกัน..

“ตนไม่อยากเล่นการเมืองแบบนี้ การเมืองที่เล่นกันด้วยการสาดสี ป้ายร้ายกันเป็นการเมืองแบบเก่า ที่ไม่สร้างสรรค์

"ตอนนั้นผมน่าจะอายุประมาณ 23-24 ปี นั่นคือครั้งสุดท้ายที่ผมคุยกับคุณทักษิณ และเจอ   หลังจากนั้นก็ไม่มีการพูดคุยกันอีกเลย"นายธนาธร กล่าว

"ผมไม่ทราบว่าอุดมการณ์ทางการเมืองของคุณอาของผมเป็นยังไง แต่ผมคิดเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองของผม  การอยากเห็นสังคมที่ดีขึ้น การอยากเห็นอนาคตที่สดใสสำหรับคนไทยรุ่นต่อไป ผมคิดว่าผมยืนตรงนี้ชัด"

กรอบนโยบายใหญ่ๆ ของพรรคอนาคตใหม่ ที่เรียกว่า 3 ป. คือ "ปลดล็อก ปรับโครงสร้าง เปิดโอกาส"
 
1.ปลดล็อก คือการปลดล็อกเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่ให้ประชาชนลืมตาอ้าปากไม่ได้ อย่างเช่น การให้สัมปทานก็ดี กฎระเบียบต่างๆ ที่ไม่เอื้อต่อการสร้างธุรกิจใหม่ๆก็ดี  กฎระเบียบที่ปิดกั้นคนรุ่นใหม่ ชัดๆ เช่น เรื่องเหล้า-เบียร์ หรือการส่งออกข้าว นี่เป็นเรื่องตลก ที่ะชาวนาไม่สามารถส่งออกข้าวได้โดยตรง เราอยากปลดล็อกตรงนี้

2.ปรับโครงสร้าง หมายถึงการกระจายอำนาจ คิดว่ามันมีพลังที่จะกลายเป็นคลื่นลูกที่ 3 ของสังคมเลย  คลื่นลูกที่ 1 ของสังคมไทยคือทฤษฎีการผลิตในประเทศเพื่อลดการนำเข้า ต่อมาช่วงทศวรรษ 2520 มันมีทฤษฎีใหม่ก็คือการผลิตเพื่อการส่งออก

"แต่ผมคิดว่าคลื่นใหม่คือคลื่นการเติบโตของท้องถิ่น ซึ่งศักยภาพของมันถูกกดทับมหาศาลอยู่ ณ ปัจจุบัน ถ้าเราสามารถกระจายอำนาจ ให้ท้องถิ่นคิดเอง ทำเอง บริหารตัวเองทั้งด้านการเงิน การคลัง การศึกษา ดิน น้ำ ลม ไฟ จะเกิดการระเบิดอย่างมโหฬาร ของพลังการผลิตและความคิดสร้างสรรค์ในประเทศ"

3.เปิดโอกาส เราคิดถึงอะไรเยอะแยะไปหมด เช่น เรื่องเกม ถามว่าอุตสาหกรรมเกมมันสำคัญอย่างไร อุตสาหกรรมเกมมันสามารถต่อยอดไปใน The next big thing หรืออุตสาหกรรมอนาคตได้ เช่น AI หรือ VR ถามว่ามันสำคัญอย่างไร  

ยกตัวอย่างง่ายมาก ประกวดเลย จัดประกวดแนวเกม ไม่ใช่ประกวดทำเกมนะ เขียนเรื่องราวของเกมแล้วประกวดกัน ใครได้ที่ 1 ก็ไปจ้างคนที่ออกแบบเกมที่เก่งที่สุดในโลกมา สมมติทีมหนึ่งต้องใช้คนสร้าง 50 คน เราไปจ้างคนที่เก่งที่สุดในโลกมา 25 คน แล้วเอาคนไทยที่เก่งที่สุด 25 คนไปร่วมสร้างด้วยเพื่อเรียนรู้จากเขา

"วันที่มีการเปิดให้พูดเรื่องนโยบายอย่างเต็มตัว เราจะมาพูดในรายละเอียดกัน เรามีนโยบายหลายด้าน แต่ทุกด้านจะมาวิ่งเข้ากรอบ 3 ป. นี้"  คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจกล่าว
 
 
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#2
เอามาให้อ่านกัน...


การปฏิรูปประเทศไทย การปกครองท้องถิ่น - สปช.
Yesterday at 12:37 PM •

ก็ดูจาก "พิมพ์เขียว" คือ #รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ใช้ในการเลือกตั้งที่จะถึง

เปลว สีเงิน ไทยโพสต์

การเลือกตั้งระบบจัดสรรปันส่วนผสม ส.ส. ๕๐๐ คน แบ่งเป็น ส.ส.เขต ๓๕๐ คน และปาร์ตี้ลิสต์ ๑๕๐ คน
๓๕๐ ส.ส.แบ่งเป็น ๓๕๐ เขต คือเขตละ ๑ คน

บัตรเลือกตั้งใบเดียว

เข้าคูหาแล้ว กากบาทได้ครั้งเดียว ๑ คน ๑ คะแนน

นั่นคือ กากบาทผู้สมัคร ส.ส.คนไหน เท่ากับกากบาทให้พรรคนั้นด้วย

คะแนนคนหรือคะแนนพรรค จะเป็น "คะแนนสะสม" ของพรรคนั้นๆ รวมทั้งประเทศ
ปิดหีบและนับคะแนนเสร็จแล้ว........

จะนำคะแนนทั้ง ๓๕๐ เขต ของทุกคน-ทุกพรรค ทั้งแพ้-ทั้งชนะ มานับรวมกัน
ได้เท่าไหร่ หารด้วย ๕๐๐

สมมุติ คะแนนรวมทั้ง ๓๕๐ เขตของทุกพรรคได้ ๔๐ ล้านเสียง
ก็เอา ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ หารด้วย ๕๐๐ = ๘๐,๐๐๐

พรรคไหน ได้คะแนนรวมทั้งประเทศเท่าไหร่ ก็เอา ๘๐,๐๐๐ ไปหาร ได้ผลลัพธ์เท่าไหร่
นั่นคือ จำนวน ส.ส.ที่พรรคนั้น จะพึงมีได้ว่ากี่คน

สมมุติ ประชาธิปัตย์ได้ ๑๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านคะแนน ก็เอา ๘ หมื่นหาร ๑๒ ล้าน ประชาธิปัตย์จะพึงมี ส.ส.ได้ ๑๕๐
แต่ผลเลือกตั้งออกมา ประชาธิปัตย์ได้ ๑๒๐ คน

อยากรู้ว่า ประชาธิปัตย์จะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์สักกี่คน?

ก็เอา ๑๕๐-๑๒๐ = ๓๐

หมายความว่า ประชาธิปัตย์ จะได้ ส.ส.ปาร์ตี้สิลต์ ๓๐ คน รวมเป็น ๑๕๐ คน

แต่สมมุติ ผลเลือกตั้ง ประชาธิปัตย์ได้ ส.ส. ๑๖๐ คน ถือว่ามากกว่าเกณฑ์จะพึงมีได้ ๑๕๐ คนแล้ว
ฉะนั้น ประชาธิปัตย์จะไม่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เพิ่ม คงมี ๑๖๐ คนตามจำนวน ส.ส.เขตที่ได้เท่านั้น
อย่างเลือกตั้งปี ๒๕๕๔ เพื่อไทยได้ ๑๕ ล้านเสียง ได้ ส.ส.เขต ๒๐๔ คน แลกค่าเป็นปาร์ตี้ลิสต์ได้อีก ๖๑ คน รวมเป็น ๒๖๕ คน

เกินกึ่ง พรรคเดียวตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้เลย!

แต่เมื่อนำมาเข้าสูตรจัดสรรปันส่วนผสม ผลออกมา เพื่อไทยจะพึงมี ส.ส.ได้ ๑๖๓ คน
แต่จากการเลือกตั้ง เพื่อไทยได้ ส.ส.เขตถึง ๒๐๔ คน เรียกว่าคะแนนนิยมล้นเหลือไปตั้ง ๔๑ คน
ดังนั้น เพื่อไทยจะไม่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เหมือนอย่างที่ได้ในปี ๒๕๕๔ อีก ๖๑ คน
สรุป เพื่อไทยมี ส.ส.เพียง ๒๐๔ คน ในระบบเขตเท่านั้น!

นี่เป็นตัวเลขสมมุติกลมๆ ให้ดูกัน.........

ที่อยากบอกคือ การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

ระบบ ๑ เขต ๑ ส.ส.จะไม่มีพรรคไหนได้ ส.ส.ถึงครึ่งในจำนวนเต็ม ๕๐๐ เพื่อเป็นพรรคเดียวได้ตั้งรัฐบาลเลย
เพราะยิ่งได้ ส.ส.เขตมาก ยิ่งไม่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เลย

เลือกตั้ง กุมภา ๖๒ พรรคไหน "ทั้งประเทศ" ได้ซัก ๘ หมื่นคะแนน ถึงไม่ได้ ส.ส.เขตเลย
ก็จะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์แล้ว ๑ คน!

เมื่อไปดูมาตรา ๒๖๙ จะมี วุฒิสมาชิกจาก สนช.เลือกสรร ๒๕๐ คน
และมาตรา ๒๗๒ บอกว่า.........

"ในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการตามมาตรา ๑๕๙ เว้นแต่การพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๕๙ วรรคหนึ่ง ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และมติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๕๙ วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา"

ถอดความได้ว่า ส.ส.๕๐๐ + ส.ว.๒๕๐ = ๗๕๐ เสียง

กึ่งหนึ่งของสองสภาเท่ากับ ๓๗๕ เสียง

นั่นคือ ใครจะได้เป็นนายกฯ ต้องมีเสียงสนับสนุน ๓๗๖ เสียงขึ้นไป

เขียนชื่อ "พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา" ผู้มี ๒๕๐ เสียงตุนอยู่ในกระเป๋า

หาอีกแค่ ๑๒๕ เสียงในตลาดเลือกตั้ง ใส่กรอบทองแขวนข้างฝาไว้เลย

ว่านี่คือ "นายกฯ เลือกตั้ง" คนต่อไป!
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:


Digg   Delicious   Reddit   Facebook   Twitter   StumbleUpon  


You are visitor no. :   Theme © 2014 iAndrew  
Powered by: MyBB, © 2002-2018 MyBB Group.  
ลงโฆษณากับนานาสาระ ดอทโออาร์จี เพียงเดือนละ xxx บาท สนใจติดต่อที่ info@nanasara.org