• 0 โหวต - 0 เฉลี่ย
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
หมู่บ้านผู้พิพากษา : ต่อข้อถาม(ตำหนิ)ที่ว่า “เขาสร้างมาตั้งนานแล้ว ทำไมเพิ่งมาโวยวาย

#1
หมู่บ้านผู้พิพากษา : ต่อข้อถาม(ตำหนิ)ที่ว่า “เขาสร้างมาตั้งนานแล้ว ทำไมเพิ่งมาโวยวายเอาตอนนี้ “...

อันนี้น่าจะเป็นคำตอบที่ตรงประเด็นชัดเจน....

“ประชาชนคนเดินดินน่ะ ไม่มีใครสามารถรู้ได้หรอกว่า จะมีการก่อสร้างอะไรบนดอย จนกว่าจะมีการไถ การสร้าง ให้เห็นประจักษ์ตา “

เมื่อไปอ่านต่อ(ตามที่เอามาให้ดู) ก็จะรู้ถึงสาเหตุเพิ่มเติมแถมด้วยเรื่องช่วงนั้นข่าวโศกเศร้าที่สื่อประโคมกันไปทั่วประเทศ...ก็ทำให้ประชาชน “หัวหด “ ไปตามๆกันเพราะอะไรคงไม่ต้องอธิบาย...

งานนี้แปลกที่ว่า...วันที่ผมไปร่วมฟังการเสวนาคัดค้านน่ะหลายคนที่คัดค้าน...เชียงใหม่ไม่ได้เป็นถิ่นเกิดของเขา...แต่มาอยู่เชียงใหม่นานด้วยสาเหตุต่างๆจนมีความรู้สึกว่าเชียงใหม่เป็นบ้านเกิดเมืองนอน..เขาเคารพในสถานที่...มีสามัญสำนึกว่ามันเป็นเขตป่า...มันควรที่จะพิทักษ์ปกป้องรักษา...เขาจึงมาร่วมในการต่อต้าน...พร้อมด้วยให้เหตุผลว่าทำไม....
เมื่อคนถืออำนาจอยู่ในขณะนี้...ออกมายืนยันว่าได้กระทำในสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของชาวบ้านหรือคนในท้องถิ่น...เมื่อไม่หยุดกระทำ..การรณรงค์ต่อต้านก็จะมีมากขึ้นๆ ให้เสียงดังขึ้นๆให้ได้ยินไปทั่ว..

ก็ลองดูสิว่า...อำนาจไหนที่จะหยุดยั้งได้....

ด่าพ่อล้อแม่ยังพอคบ...แต่จะมาถืออภิสิทธิ์ย่ำยีหัวใจคนท้องถิ่นนั้น...ท่านจะอยู่ไม่เป็นสุขหรอก..

เชิญอ่านข้อเขียนที่เอามาให้ดูครับ :

โดยคุณ Bunnaroth Buaklee

จะไปขอข้อมูลฯ

อ่านบทความของเปลว สีเงิน 'ดอยสุเทพ' ด้วยกฎธรรมชาติ แล้ว ... ก็ดีครับ เป็นมุมมองแบบผู้ใหญ่มุมหนึ่ง
แต่ผมติดใจตรงที่ข้อมูลบอกเล่า ที่ว่า...

♣เรื่องนี้มีมาแต่ปี ๒๕๔๙ แต่ลงมือสร้าง เมื่อปี ๒๕๕๖ สร้างมาเรื่อยๆ จนอีก ๒ เดือน ก็จะเสร็จเรียบร้อย ด้วยงบก่อสร้างกว่า ๑ พันล้าน! ♣

เป็นข้อมูลจริงนั่นแหละ แต่มันห้วนไป !


[Image: 29542597_1832102490167818_33476232864089...e=5B738462]


****

ผมคิดว่าเรื่องนี้ มีข้อมูลและข้อเท็จจริงออกมาให้สาธารณะทราบน้อยเกินไป

อย่างเช่นบอกว่า สร้างมาแต่ 2556

เหมือนกับจะบอกว่า เขาสร้างมาตั้งนาน ทำไมเพิ่งมาค้านเอาตอนใกล้เสร็จ

ดังนั้น มันควรจะมาแยกย่อยให้ละเอียด

1/ ได้รับอนุมัติงบประมาณออกแบบ เมื่อปีไหน?

2/ โครงการนี้น่ะ แบ่งเป็น 3 ส่วน ล่างสุด คือที่ทำการศาล อาคารใหญ่โต เป็นสำนักงาน สร้างก่อนใครเพื่อน สร้างตรงนี้สังคมไม่ติดใจอะไรหรอก เพราะหน่วยราชการก็สร้างกันละแวกนี้มากมาย

3/ อาคารหอพักรวม คล้ายๆ คอนโดที่สร้างตรงกลาง อันนี้เป็นการว่าจ้าง / สัญญารับเหมา อีกสัญญาใช่ไหมครับ ? แล้วทำกันเมื่อใด เขาไถขึ้นไปเมื่อไหร่ ? สังคมควรได้ข้อมูลเพิ่ม

4/ ส่วนปลายสุด ที่อุจาดที่สุดคือส่วนบนยอด อันเป็นที่ตั้งของบ้านเดี่ยวน่ะ เริ่มไถกันเมื่อไหร่ ...คงไม่ใช่ปี 2557 กระมังครับ

ประชาชนคนเดินดินน่ะ ไม่มีใครสามารถรู้ได้หรอกว่า จะมีการก่อสร้างอะไรบนดอย จนกว่าจะมีการไถ การสร้าง ให้เห็นประจักษ์ตา

เมื่อปลาย 2559 ประชาชนเขาเพิ่งสังเกตว่ามีการไถ

ไปดูข่าวเก่าเหอะ ปลาย 2559 รอยไถยังใหม่ เอี่ยมสวยเรียบเป็นรอยแดงขึ้นไปเชียว

เขาก็เริ่มถามหา เริ่มโวยเอาตอนนั้น แล้วก็มีสื่อทำข่าว บังเอิญมีใครสักท่านบอกว่า อย่าโพสต์มั่วๆ กล่าวหานะ จะถูกฟ้องร้องเอาได้

คนก็เงียบสิครับ โถ ใครจะไปกล้ากับท่าน แล้วข้อมูลที่สังคมได้รับก็เท่าที่สื่อจะยื่นไมค์ไป แล้วท่านก็ตอบมา
เท่าไหร่ ก็เท่านั้น !!

****
ไหนๆ เรื่องนี้น่าจะเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่อยู่ต่อยาวนานแล้ว

และไหนๆ ก็ไม่มีหน่วยงานรัฐ หน่วยไหนสามารถเป็นที่พึ่งให้ประชาชนได้รู้ข้อมูลอะไรได้จริง

ทหารบอกว่าตรวจสอบ.. ป๊อปแป๊บ ตอบว่าถูกกฎหมาย ไปต่อได้... แค่นี้เองเหรอ !!? ปัดโธ่ที่สังคมเขากังขามันไม่ใช่ถูกหรือไม่ถูกกฎหมายดอกครับ เขารู้ตั้งนานแล้วว่าถูก

แต่ประเด็นที่เขากังขาก็คือเหมาะ/ไม่เหมาะ และก็ อันตราย/หรือไม่อันตราย

ทหารได้ไปสอบวัดว่าลาดชันเกิน 30% หรือเปล่า ... ไม่มีใครรู้ได้ เพราะเป็นราชการลับสำคัญของระบบราชการวงในเสียแล้ว

หึหึ น่าสงสารประชาชนไทย ผู้ที่ได้รับรองสิทธิการรับรู้ข่าวสารโดยรัฐธรรมนูญเสียจริงเชียว

****

ในเมื่อพึี่งใครไม่ได้ ประชาชนก็ต้องช่วยตัวเองกันไป

ผมเพิ่งร่างจดหมายขอข้อมูลข่าวสารเสร็จ 2 ฉบับ จะไปยื่นขอจากธนารักษ์ และศาลท่าน ขอท่านเมตตาช่วยให้ข้อมูลข่าวสารต่อประชาชนด้วยเถิด

ให้ประชาชนได้รู้ที่มาที่ไป อย่างละเอียด ไม่มีการรวบรัด กล่าวลอยๆ เท่านี้พอแล้ว ประชาชนจะไปรู้อะไรมากทำไม !!?
ผมน่ะ ตั้งใจและเกษียณตัวเองจากภาคสนามมานานแล้ว ระยะหลังเป็น armchair journalist เขียนบทความกิ๊กก๊อกไป
งานนี้เลยต้องรีดเสื้อ หากางเกงขายาวมาสวม เพื่อจะไปติดต่อหน่วยราชการ ลงสนามด้วยความจำเป็นอีกรอบ

อันว่าพรบ.ข้อมูลข่าวสารฯ ของไทยน่ะ มันน่าสงสารครับ มีมาแต่ 2540 แต่ไม่ค่อยมีใครใช้ แล้วไม่ค่อยมีใครเขาให้กันง่ายๆ แปลกประหลาด เคยยื่นขอจากรัฐสภา หน่วยงานที่ออกกฏหมายนี้เองแท้ๆ พวกเล่นดองเอาไว้หลายเดือน ผมต้องอุทธรณ์ / หรือไม่ก็ทำไขสือ ให้มาแบบไม่ตรง ผมก็ยื่นไปใหม่ ... วัดใจกันว่าใครจะอึดกว่า

กะว่าได้ข้อมูลเหล่านี้มา จะออนไลน์โดยเปิดเผย สำนักข่าวไหนอยากใช้ก็เอาไป แถมจะเอาลงวิกิพีเดียด้วย
เพราะเรื่องนี้เป็นประวัติศาสตร์ชุมชนร่วมสมัยที่สำคัญเรื่องหนึ่ง มันมีที่มาที่ไปเยี่ยงไร ควรจะบันทึกไว้ดังๆ
ประกาศล่วงหน้าดังๆ เพื่อขอความกรุณา 2 หน่วยงานได้โปรดเมตตาให้ประชาชนได้รู้เถิดขอรับ
ค้นหา
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#2
เชียงใหม่/ประชาชนยื่นขอข้อมูลการอนุมัติที่ราชพัสดุเชิงดอยสุเทพ สร้างบ้านพักศาลฯ

[Image: PP29-03-61.jpg]
ความเคลื่อนไหวกรณีประชาชนให้ความสนใจการก่อสร้างบ้านพักข้าราชการตุลาการ และอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่บริเวณเชิงดอยสุเทพ ต.ดอนเเก้ว อ.เเม่ริม จ.เชียงใหม่นั้น


เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 29 มีนาคม2561 ที่ศูนย์ราขการจังหวัดเชียงใหม่ นายบัณรส บัวคลี่ ราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ ได้ติดต่อยื่นหนังสือขอข้อมูลข่าวสารของทางราชการ จำนวน 2 ฉบับ โดยฉบับแรก ยื่นต่อ ธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ โดยมีเจ้าหน้าที่ประทับรับหนังสือไว้. หนังสือฉบับนี้ระบุถึงสิทธิ์ของประชาชนที่ได้รับรองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และ พรบ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.2540 จึงยื่นขอข้อมูลคือ

1.เอกสารการยื่นขอใช้ที่ดินราชพัสดุแปลงที่เป็นโครงการก่อสร้างก่อสร้างศาลอุทธรณ์ภาค 5 และบ้านพักข้าราชการตุลาการ ของหน่วยงานศาลยุติธรรม รวมถึงเอกสารประกอบการยื่นขอเช่น แผนผังแสดงการใช้ประโยชน์ ในระหว่างพ.ศ. 2548 ถึง 2549 หรือก่อนหน้านั้น (ถ้ามี)
2. เอกสารแสดงการพิจารณาอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ และเงื่อนไขประกอบการอนุญาต
3. เอกสารการขอเลื่อน หรือชะลอการเข้าทำประโยชน์หลังจากได้รับอนุมัติ
4.เอกสารรายงานการปกครอง ดูแลบำรุงรักษาที่ราชพัสดุ ที่หน่วยงานผู้ขอใช้ ต้องรายงานให้ธนารักษ์ท้องที่ทราบประจำภายในเดือนสิงหาคมของทุกปี


หนังสือฉบับที่ 2 ยื่นขอที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5ระบุขอข้อมูลจากประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 คือ
1.เอกสารโครงการก่อสร้างบ้านพักและอาคารชุดพักอาศัยข้าราชการตุลาการพร้อมสิ่งปลูกสร้างประกอบศาลยุติธรรมในจังหวัดเชียงใหม่ บริเวณที่ราชพัสดุดอยสุเทพ ,การว่าจ้างเอกชนออกแบบและก่อสร้าง, รายละเอียดอาคารและสิ่งปลูกสร้างพร้อมงบประมาณ
2.โครงการก่อสร้างที่ทำการศาลอุทรภาค 5 พร้อมสิ่งปลูกสร้างประกอบ, งบประมาณ, รายละเอียดการออกแบบก่อสร้าง
3.เอกสารโครงการ “ศาลยุติธรรมในจังหวัดเชียงใหม่ร่วมใจปลูกป่าทดแทน” ตามที่ปรากฏในข่าวประชาสัมพันธ์ทางเว็บไซต์ http://www.appealc5.coj.go.th , รายละเอียดโครงการ, ที่มางบประมาณ

[Image: 0031.jpg]
นายบัณรสกล่าวว่า ที่ผ่านมากรณีนี้มีการให้ข้อมูลของทางราชการอยู่บ้าง เเต่ยังไม่ปรากฎข้อมูลสู่สาธารณะที่ชัดเจนแบบลายลักษณ์อักษร เพื่อให้เกิดความกระจ่างจึงมายื่นขอข้อมูลเพิ่มเติมในวันนี้

ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 26 มีนาคม 2561 มีความเคลื่อนไหวของตัวแทนภาคพลเมืองเชียงใหม่ที่รวมตัวกันเป็นภาคีเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ประกอบด้วยเครือข่ายภาคประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ เช่น ภาคีคนฮักเชียงใหม่,เครือข่ายเขียวสวยหอม,ชมรมจักรยานวันอาทิตย์ ,โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา และกลุ่มรักษ์แม่ปิง เพื่อคัดค้านโครงการก่อสร้างบ้านพักข้าราชการตุลาการศาลอุทธรณ์ภาค 5 งบประมาณโครงการหลายร้อยล้านบาท นำโดยศาสตราจารย์เฉลิมพล แซมเพชร ประธานภาคีคนฮักเชียงใหม่ และนายชัชวาล ทองดีเลิศ ประธานกรรมการโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา เข้ายื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่และอธิบดีกรมธนารักษ์ โดย นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้มอบหมายให้ว่าที่ร้อยตรียงยุทธ เรืองภัทรกุล ธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ เป็นตัวแทนรับหนังสือและเจรจา

หนังสือที่ยื่นเป็นการขอข้อมูลข่าวสารราชการและให้ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างดังกล่าว เช่น การขออนุมัติใช้พื้นที่ราชพัสดุ,การพิจารณาโครงการ,การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในเชิงวิศวกรรม
ขณะที่หนังสือที่ยื่นถึงกรมธนารักษ์ เป็นการขอให้ปรับปรุงระเบียบการใช้พื้นที่ราชพัสดุและการแก้ไขปัญหาทัศนอุจาดของดอยสุเทพ โดยขอไม่ให้มีการอนุญาตใช้ที่ดินราชพัสดุที่อยู่ติดกับพื้นที่ป่าอนุรักษ์รวมทั้งมีศักยภาพให้เป็นพื้นที่สีเขียว

ขณะที่นายนิรันดร โพธิกานนท์ ชมรมจักรยานวันอาทิตย์ เชียงใหม่ ได้ประกาศผ่านเฟสบุ๊คเชิญชวนคนเชียงใหม่ และผู้รักผืนป่าดอยสุเทพแสดงการสนับสนุน ขอคืนผืนป่าฯนี้ด้วยการใช้ ‘โบว์สีเขียว’ แบบต่างคนต่างหาด้วยตนเอง นำมามัดให้พลิ้วไหวกับแฮนด์หรือตะแกรงท้ายด้านขวาของจักรยาน เพื่อให้พวกเราและคนรักดอยสุเทพและทุกองค์กรได้เห็นพลังที่บริสุทธิ์ของคนเชียงใหม่ในเรื่องนี้ และให้เป็นที่รู้ไปถึงนายกรัฐมนตรีด้วย

https://www.citizenthaipbs.net/node/22779
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#3
Bunnaroth Buaklee  

March 28 at 9:15am · Chiang Mai · 

เส้นทางต่อไปของหมู่บ้านป่าแหว่ง


ในเมื่อตัดสินใจจะเดินหน้าแบบนี้ก็ตามสบายครับ กัมมุนา วัตตติ โลโก โฉเก รักยาวให้ต่อ...มันจะได้ยาวๆ กันไป
ปกติสถาบันศาล ท่านระมัดระวังไม่ยุ่งเกี่ยวหรือเป็น conflict กับสาธารณะหรอกนะครับ นี่เป็นปรัชญาสำคัญ ที่จะธำรงอะไรทั้งหลายไว้
ท่านจะดำรงรอยร้าวแยกนั้นไว้ ก็ตามใจเหอะขอรับ


มันเป็นแผลไปแล้ว ไม่หายตกสะเก็ดหรอก เชื่อเหอะครับ แผลนี้จะถูกเกา เป็นหนอง เป็นอาการคันคะเยอ ฝากไว้กับองค์กรต่อไป ไม่รู้จบ


อาทิเช่น การจะปลูกต้นไม้นี่ ต้องใช้งบประมาณเงินหลวงล้วงจากภาษีประชาชนอีกแค่ไหน ระบบงบประมาณไทยมันต้องเปิดเผยได้อยู่แล้ว บ้านพักของข้าราชการระดับสูงต่อหน่วยหลังหนึ่งนี่เท่าไหร่ครับ ค่าบำรุงรักษาหมู่บ้านพักปกติเท่าไหร่ เทียบกับหมู่บ้านป่าแหว่ง ที่ต้องถมเงินลงไปอีก


อันที่จริงสถานการณ์แวดล้อม เอื้อมากที่จะเป็นบันไดให้ท่านเดินลงอย่างสง่างาม คืนที่ดินส่วนยอด ที่เป็นบ้านเดี่ยว โดยข้ออ้างมากมาย


คนในอดีตเมื่อ 2548-2557 อาจจะตัดสินใจผิดพลาดไป แล้วคนยุคนี้จะไปแบกไว้ทำไม ให้เป็นภาระของคนรุ่นหลังๆ ต่อไปอีก
****
ในเมื่อมันเป็นรอยแผลสำคัญ รับรองว่าเรื่องนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องมีการขุดคุ้ย ลากเอาเรื่องราวของปี 2548 ขึ้นมา ใครเป็นใคร ใครสร้างอะไร ใครตัดสินใจ เพื่อจะบันทึกต่อเป็นอุทาหรณ์ไปถึงลูกหลาน


แล้วที่ไม่จบง่ายๆ ก็คือ มาตรการล้อมคอก


ในเมื่อรัฐไม่ทำตัวให้สังคมมั่นใจ เสียงเรียกร้องของสังคมเพื่อให้มีกฏระเบียบเพื่อล้อมคอกไม่ให้ดอยสุเทพถูกทำลายเพิ่ม จะยิ่งดังต่ออีก


ไม่จบหรอก


ยิ่งผู้ว่าฯ ข้าราชการน้อยใหญ่ ทำไขสือ เฉยชา ไม่ขยับอะไร ผู้คนเขาจะเอือมกับข้าราชการไทยที่โยกย้ายไปมาเพื่อทำลายท้องถิ่นมากขึ้นๆ


เคสนี้แหละ จะเป็นกรณีตัวอย่าง ที่ยกมาไม่รู้วันจบสิ้น


พอมีกรณีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมขึ้นมา รัฐเรียกร้องให้ประชาชนร่วมมือ จะถูกตอกหน้ากลับไป หน็อย !!!
****


สังคมตัดสิน ก็แค่ โซเชี่ยลแซงก์ชั่น คำวิพากษ์วิจารณ์ อาจเลยไปถึงสาปแช่ง อันนี้ขึ้นกับจริตของแต่ละคน


ยังเหลือแต่ธรรมชาติ ที่จะตัดสินอย่างไรต่อไปในอนาคต


ธรรมชาติของนิเวศป่าเต็งรัง เขามีวงจรของเขา หน้าแล้งผลัดใบ สะสมเชื้อเพลิง แล้วก็มีวงจรล้างเชื้อเพลิง
ไปขัดขวางธรรมชาติ ปกป้องไม่ให้เกิดมีไฟน่ะ ทำได้ เป็นปีต่อปี


แต่เชื้อเพลิงก็จะสะสมไว้ มากขึ้นๆ ๆ ๆ


อย่าเผลอแล้วกัน


ธรรมชาติท่านสะสมไว้มากๆ ท่านรำคาญมาก ท่านจะจัดการเผาเองซะ


นี่ไม่ได้แช่งนะ ขอแนะนำให้ปรึกษาผู้รู้ทางด้านป่าไม้ไว้เลย


จะจัดการกับเชื้อเพลิงสะสมเหล่านั่้น รอบๆ หมู่บ้านป่าแหว่งกันแบบไหน


จะใช้งบประมาณแผ่นดินในการเก็บกวาดอีกเท่าไหร่


ค่อยๆ คิดไป


****
ส่วนหน้าน้ำ น้ำก็จะมา


ลงทุนสร้างพนัง กั้นน้ำรอบๆ ได้เลยครับ


อันนี้ ก็งบประมาณแผ่นดินอีก หรือถ้าไม่อยากรบกวนเงินแผ่นดินก็เรี่ยไรลงขันกันเองก็ดีนะครับ


****
ธรรมชาติของแผลเป็นนั้น


มันอาจจะทรงๆ เน่า คัน จำกัดวงอยู่แค่นั้น หรืออาจจะลุกลามบานปลาย


อันนี้ขึ้นกับธรรมชาติท่านน่ะครับ ภาวนามากๆ ไว้


[Image: 29571187_1830929013618499_11916723056902...e=5B35D58E]

[Image: 29542903_1830929233618477_19635597142579...e=5B329A2B]

[Image: 29541880_1830929130285154_64521573361796...e=5B2DE7B8]

[Image: 29542110_1830929010285166_32185378258898...e=5B6E51D7]
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#4
Pat Hemasuk 

March 28 at 12:27pm · 

ผมเสียใจกับการตัดสินใจที่ยังจะเดินหน้าหมู่บ้านป่าแหว่งเอาไว้ ซึ่งมีแต่บ้านเดี่ยวไม่เกี่ยวกับอาคารชุดของเจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างล่างลงมา ผมอ่านข่าวแล้วก็แปลกใจว่าตามปกติแล้วสถาบันยุติธรรมจะหลีกเลี่ยงการมีข้อขัดแย้งกับสังคมและชาวบ้านมาตลอดเพื่อรักษาภาพพจน์และความรู้สึกที่ดีกับประชาชน

แต่ในกรณีนี้ไม่ใช่ ถ้าผ่านเรื่องกฎหมายและความรู้สึกของประชาชนไปได้ก็คงต้องสู้กับธรรมชาติแล้วครับ การปลูกต้นไม้เพื่อให้กลับไปเป็นพื้นที่สีเขียวตามคำอ้างมันคือเงินไม่น้อย และที่จะกินเงินมากกว่าคือการดูแลรดน้ำสวนป่าให้อยู่รอด รวมถึงแรงงานรายวันเก็บกวาดใบไม้ทุกวันให้บ้านพักไม่ดูรกรุงรังตลอดไป ซึ่งเป็นเงินทั้งนั้น

แล้วก็จะเจอกับด่านธรรมชาติด่านที่สองที่ยิ่งใหญ่กว่านั่นก็คือไฟป่าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่จะเผาใบไม้แห้งสะสมในป่าโดยรอบที่ต้องเกิดขึ้นบ่อยๆ ตามวงรอบของธรรมชาติ การหยุดไฟป่าไม่ให้เกิดนั้นคือการหยุดไฟเล็กให้กลายเป็นไฟใหญ่ในการไหม้ครั้งต่อไปในอนาคต เพราะมีเชื้อเพลิงสะสมจากใบไม้แห้งมากขึ้นเข้าไปอีก

เรื่องต่อไปคือต้องสู้กับน้ำป่าที่มาพร้อมกับฝน จริงอยู่ว่าทางวิศวกรรมนั้นสามารถสร้าง ditch and dyke เปลี่ยนทางน้ำได้ ผมเองก็เคยทำโครงการที่มีระบบแบบนี้มาหลายที่ นั่นคือเงินมหาศาลที่ต้องลงทุนไป อาจจะแพงกว่าราคาบ้านทุกหลังรวมกันเสียอีก แต่เมื่อไรที่น้ำป่ากลายเป็นโคลนถล่มที่มาพร้อมกับน้ำ สาเหตุหลักคือขาดต้นไม่คอยพยุงดินตามธรรมชาติ มันคือมหาวิบัติที่ระบบ ดิชแอนไดค ระดับพระกาฬราคาแพงที่สร้างไว้ก็รับมือไม่ไหว

ผมอยากจะให้ความเห็นในฐานะวิศวกรคนหนึ่ง ถ้าเอาหลักเศรษฐศาสตร์วิศวกรรมเข้ามาจับความคุ้มค่า ถ้าจะรวมเงินตั้งแต่ปลูกต้นไม้ ดูแลต้นไม้ ดูแลความสะอาดใบไม้ในบริเวณ ค่าใช้จ่ายที่ต้องดูแลและต่อสู้กับไฟป่า ค่าใช้จ่ายสร้างระบบเปลี่ยนทางน้ำเพื่อรับมือกับน้ำป่า มันคือเงินที่สูงกว่าทุบบ้านทิ้งแล้วไปหาที่สร้างใหมในทุกเหตุผล

และตอนจบบ้านกลุ่มนี้จะโดนโคลถล่มเข้ากลืนกิน หรือไม่ก็ไฟป่าครั้งใหญ่เข้าทำลายจนเกลี้ยงหมดเอาสักวัน เพราะมนุษย์นั้นต่อสู้กับธรรมชาติได้ไม่นานหรอกครับ

นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#5
[Image: 29573365_1821468171238544_45161464090287...e=5B284ABC]
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:


Digg   Delicious   Reddit   Facebook   Twitter   StumbleUpon  


You are visitor no. :   Theme © 2014 iAndrew  
Powered by: MyBB, © 2002-2018 MyBB Group.  
ลงโฆษณากับนานาสาระ ดอทโออาร์จี เพียงเดือนละ xxx บาท สนใจติดต่อที่ info@nanasara.org