• 0 โหวต - 0 เฉลี่ย
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
สาธุ ! ขออย่าให้การประท้วงในอเมริกาจนกลายเป็นจลาจลเกิดขึ้นในประเทศไทยเลย..

#1
สาธุ ! ขออย่าให้การประท้วงในอเมริกาจนกลายเป็นจลาจลเกิดขึ้นในประเทศไทยเลย..


ใครที่ติดตามข่าวการประท้วงในการกระทำที่รุนแรงของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต่อนายGeorge Floydที่ขัดขืนการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจจนตำรวจใช้หัวเข่ากดบริเวณต้นคอนายเกือบ 9 นาทีทั้งๆที่มีการร้องขอบอกว่าหายใจไม่ออกจนเสียชีวิตในที่สุดตามภาพข่าวและคลิปต่างๆที่แพร่หลายในอเมริกาและทั่วโลกจนเกิดการประท้วงจนลามไปถึงการจลาจลดังกล่าว

[Image: 49948024102_898b5dd2e8_o_d.jpg]

ประเทศไทยก็กำลังจะเริ่มมีการประท้วงจากนิสิตนักศึกษาตามมหาวิทยาลัยและโรงเรียนต่างๆจากทุกภาคแต่มาชะงักเอาตอนที่มีโรคร้ายโควิด-19ระบาดและรัฐบาลก็เลยฉวยโอกาสนี้ประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อจะได้ควบคุมและระงับการชุมนุมไปด้วยเลยต่อหายใจไปอีกระยะหนึ่ง

ซึ่งในกรณีนี้นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช อดีตอธิบดีกรมการแพทย์ ได้มีการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กล่าวถึงมาตรการของรัฐบาล กรณีมีการยืดอายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ช่วงสถานการณ์โควิด-19[/url] ที่จากเดิม จะสิ้นสุดตอนสิ้นเดือนพฤษภาคม แต่ถูกยืดออกไปถึงสิ้นเดือนมิถุนายน ว่า การนำ พ.ร.ก. มาใช้ดังกล่าว จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อต้องการควบคุมการแพร่ระบาดของ[url=https://covid-19.kapook.com/] โควิด-19 แต่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองว่า “ใช้พ.ร.ก. ฉุเฉินสกัดม็อบ ไม่ใช่โควิด-19และชี้ชัด ศบค.ก็รู้อยู่แก่ใจ “
 
ผมก็อยากจะบอกว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆผมคิดอย่างนั้นตั้งแต่วันที่ “นายณุ” นำทีหมอมาออกแถลงข่าวอัพเดทแถลงข่าวอัพเดทสถานะการณ์โควิดเมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2563 ซึ่งจะกล่าวถึงคำว่า “ชุมนุม” มากที่สุดจากทุกท่านที่ออกมาร่วมโต๊ะแถลง(ตามคลิปที่เอามาให้ดูเริ่มนาทีที่ 32เป็นต้นไป)

https://www.youtube.com/watch?v=1eKnERzOzhw


สถานการณ์ของประเทศไทยในเวลานี้ประชาชนถูกกดดันจากรัฐทุกรูปแบบจนเกินขีดอดทนที่จะรับได้แล้ว เขาจะลงถนนเอาปัญหาที่ได้รับมาประท้วงซึ่งเป็นสิทธิเสรีภาพที่จะกระทำได้และก็อยากจะขอให้เจ้าหน้าที่รัฐ “อย่าใช้ความรุนแรงสกัดหรือยับยั้งเป็นอันขาด “ไม่อย่างนั้นแล้วจะเกิดจลาจลแน่มันไม่ใช่อย่าง สิบปีที่แล้วที่จะลากเอาปืนมายิงประชาชนกลางถนนได้ ประชาชนเขาจะออกมาประท้วงให้รัฐบาลแก้ปัญหาปากท้องให้เขาเมื่อแก้ไม่ได้ก็จงลาออกไปเสียอย่ามาใช้อำนาจเผด็จการมาบีบบังคับมีฉะนั้นแล้วความเสี่ยงที่จะเกิดการจลาจลอย่างในอเมริกาจะเกิดขึ้นแน่แล้วจะหอบเงินหนีไม่ทันจึงขอเตือนไว้....


เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ !
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#2
แอมเนสตี้ฯ จี้สหรัฐฯ รับประกันสิทธิในการประท้วงปม 'จอร์จ ฟลอยด์' คุ้มครองตามกฎหมายสากล

แอมเนสตี้ สหรัฐฯ ออกแถลงการณ์กรณีการชุมนุมประท้วงจากการณีการเสียชีวิตของ 'จอร์จ ฟลอยด์' ย้ำแนวคิดแบ่งแยกเชื้อชาติและแนวคิดที่เชิดชูคนผิวขาว เป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการสังหาร เรียกร้องรัฐบาลกลางควรจัดตั้งคณะกรรมาธิการระดับชาติเพื่อแก้ไขวิกฤติครั้งนี้อย่างรอบด้าน พร้อมรับประกันสิทธิในการประท้วง ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

[Image: 49943923458_021db573cd_b.jpg]

1 มิ.ย.2563สืบเนื่องจาก วันที่ 25 พ.ค. ที่ผ่านมา ตำรวจมินนิอาโปลิส ได้เข้าทำการตรวจค้น จอร์จ ฟลอยด์ โดยในระหว่างการจับกุมได้ใช้เข่ากดทับที่คอฟลอยด์เป็นเวลาหลายนาที ทั้งที่ฟลอยด์ถูกล็อคมือไขว้หลังไว้ด้วยกุญแจมือ และร้องบอกตำรวจว่า "หายใจไม่ออก" และร้องขอชีวิตแล้วก่อนจะหมดสติและเสียชีวิตในเวลาต่อมา เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับพลเมืองสหรัฐและนำไปสู่การชุมนุมประท้วงไปมากกว่า 30 เมืองใหญ่ในสหรัฐฯ

ล่าสุดวันนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากฝ่ายสื่อสารองค์กร แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ว่า เรเชล วอร์ด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล สหรัฐฯ ได้ออกมาแถลงต่อปฏิบัติการของตำรวจตามเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ ในระหว่างการชุมนุมประท้วงเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ตำรวจสหรัฐฯ ทั่วประเทศต่างไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีของกฎหมายระหว่างประเทศ ที่จะต้องเคารพและอำนวยให้มีการใช้สิทธิในการชุมนุมประท้วงอย่างสงบ ส่งผลให้สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้น และทำให้ชีวิตของผู้ประท้วงตกอยู่ในอันตราย โดยในหลายเมืองมีปฏิบัติการที่อาจถือได้ว่าเป็นการใช้กำลังโดยไม่จำเป็นหรือเกินกว่าเหตุ เราจึงเรียกร้องให้ยุติการใช้กำลังของผู้รักษากฎหมายเช่นนี้โดยทันที เพื่อประกันและคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายในการชุมนุมประท้วง 

ฝ่ายวิจัยแอมเนสตี้ฯ กล่าวอีกว่า การใช้อุปกรณ์ปราบจลาจลขั้นวิกฤต อาวุธและอุปกรณ์ทางการทหาร เพื่อควบคุมผู้ชุมนุมประท้วงที่ส่วนใหญ่เป็นไปอย่างสงบ การกระทำเช่นนี้อาจเป็นการข่มขู่ผู้ประท้วงที่ออกมาใช้สิทธิในการชุมนุมอย่างสงบ ยุทธวิธีเช่นนี้ยังอาจเร่งให้เกิดความรุนแรงมากขึ้น การที่เจ้าหน้าที่ติดอาวุธราวกับจะออกไปปฏิบัติการในสนามรบ อาจจะกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่มีวิธีคิดว่าการเผชิญหน้าและสงครามความขัดแย้งนี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ตำรวจต้องมีส่วนร่วมในการลดความตึงเครียด ก่อนสถานการณ์จะเลวร้ายยิ่งขึ้น โดยควรลดแนวปฏิบัติที่ก้าวร้าวแบบทหาร และเข้าร่วมการเจรจากับแกนนำผู้ประท้วง เพื่อลดความตึงเครียดและเพื่อป้องกันความรุนแรง หรือเพื่อยุติความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุด ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองสิทธิในการชุมนุมอย่างสงบ

“การใช้กำลังที่ไม่จำเป็นหรือเกินกว่าเหตุต้องยุติลงทันที และต้องมีการสอบสวนการใช้กำลังที่อาจไม่จำเป็นหรือเกินกว่าเหตุในทุกกรณีต่อผู้ประท้วง และเจ้าหน้าที่ที่ละเมิดกฎหมายต้องรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว" เรเชล กล่าว พร้อมระบุว่า เราเรียกร้องรัฐบาลกลาง และเมืองและรัฐต่าง ๆ ในสหรัฐฯ ให้ดำเนินการโดยเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ไขสาเหตุที่แท้จริงของการประท้วงเหล่านี้ และใช้มาตรการอย่างเร่งด่วนเพื่อยุติการสังหารอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมายของตำรวจต่อคนผิวสีและคนอื่น ๆ เจ้าหน้าที่ต้องถูกดำเนินคดี รัฐทุกแห่งในสหรัฐฯ ต้องออกกฎหมายเพื่อจำกัดการใช้กำลังรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต โดยให้ใช้เป็นมาตรการสุดท้ายเพื่อป้องกันภัยคุกคามที่กำลังจะทำให้เสียชีวิต และรัฐสภาควรผ่านร่างกฎหมาย PEACE Act เพื่อกำหนดมาตรฐานในส่วนกลางและกระตุ้นให้เกิดการปฏิรูประดับรัฐ (PEACE Act ย่อมาจาก Police Exercising Absolute Care with Everyone เป็นร่างกฎหมายของรัฐบาลกลางซึ่งกำหนดเป็นเงื่อนไขให้รัฐต่าง ๆ ต้องปฏิรูปการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ เพื่อให้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง) 

 

แนวคิดแบ่งแยกเชื้อชาติและแนวคิดที่เชิดชูคนผิวขาวนั้น ฝ่ายวิจัยแอมเนสตี้ฯ มองว่า ปัจจัยเร่งให้เกิดการสังหารเหล่านี้ และสนับสนุนปฏิบัติการของตำรวจต่อการประท้วง รัฐบาลกลางควรจัดตั้งคณะกรรมาธิการระดับชาติเพื่อแก้ไขวิกฤติครั้งนี้อย่างรอบด้าน รวมทั้งกรณีการสังหารโดยตำรวจ สิทธิในการประท้วง และการยุติการเลือกปฏิบัติ ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องยุติการพูดจาและนโยบายที่สนับสนุนความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติ



“รัฐบาลสหรัฐฯ ในทุกระดับต้องรับประกันสิทธิในการประท้วง ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศ” เรเชลกล่าว


ข้อมูลเพิ่มเติม

ย้อนกลับไปปี 2561 "โคลิน เคเปอร์นิก" (Colin Kaepernick) เป็นที่รู้จักและถูกพูดถึงมากขึ้น ในช่วงก่อนฤดูกาลของการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลในลีกระดับชาติ (American National Football League) โคลินคุกเข่าลงระหว่างการเปิดเพลงชาติสหรัฐฯ เป็นการแสดงท่าทีอย่างเคารพเพื่อเรียกร้องให้ประเทศนี้คุ้มครองและปกป้องสิทธิของคนทั้งปวง การกระทำที่กล้าหาญเช่นนี้เป็นการตอบโต้กับการสังหารคนผิวดำจำนวนมากโดยตำรวจ กระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวอย่างไม่ใช้ความรุนแรงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์


“การคุกเข่าเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ทางกายภาพ ผมต้องการท้าทายว่ายังมีการกีดกันและละทิ้งคนออกจากแนวคิดที่สนับสนุนเสรีภาพ อิสรภาพ และความยุติธรรมที่มีสำหรับทุกคน การประท้วงเช่นนี้มีรากเหง้ามาจากการหลอมรวมระหว่างความเชื่อทางศีลธรรมและความรักในเพื่อนมนุษย์ของผม” โคลินกล่าว
ในปีเดียวกันนั้น แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้มอบรางวัล Ambassador of Conscience award หรือ “รางวัลทูตแห่งมโนธรรมสำนึก” ให้กับโคลินในฐานะนักกีฬาและนักกิจกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วโลก และเขาได้กล่าวในการรับรางวัลครั้งนี้ว่า


“ผมขอขอบคุณแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลสำหรับรางวัลนี้ แต่ความจริงแล้ว ผมควรได้รับรางวัลนี้พร้อมกับคนอีกจำนวนมากทั่วโลก ที่ช่วยกันต่อต้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากน้ำมือของตำรวจ และการใช้กำลังปราบปรามจนเกินกว่าเหตุ ผมอยากอ้างคำพูดของมัลคอม เอ็กซ์ (Malcolm X)  ซึ่งเคยบอกไว้ว่า เขา ‘พร้อมจะเข้าร่วมกับทุกคน ไม่ว่าจะมีสีผิวใด ตราบที่คนเหล่านั้นต้องการเปลี่ยนแปลงสภาพที่เลวร้ายซึ่งดำรงอยู่ในโลก’ ผมขอร่วมมือกับทุกท่านในการต่อสู้กับความรุนแรงจากการกระทำของตำรวจ”


https://prachatai.com/journal/2020/06/87924
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:


Digg   Delicious   Reddit   Facebook   Twitter   StumbleUpon  


You are visitor no. :   Theme © 2014 iAndrew  
Powered by: MyBB, © 2002-2020 MyBB Group.  
ลงโฆษณากับนานาสาระ ดอทโออาร์จี เพียงเดือนละ xxx บาท สนใจติดต่อที่ info@nanasara.org