• 0 โหวต - 0 เฉลี่ย
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
อดีต ปัจจุบัน และอนาคตรัฐธรรมนูญไทย (1): วงจรอุบาทว์ของการรัฐประหารและการฆ่าโดยรัฐ

#1
ซีรีส์งานเสวนา ‘อดีต ปัจจุบัน และอนาคตรัฐธรรมนูญไทย’ จากการปฏิวัติ 2475 ถึงรัฐธรรมนูญ 2560 ประชาธิปไตยไทยยังวนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์ของการรัฐประหาร เริ่มจากอดีตโดย 'ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์' 

[Image: 49344531247_011155b37d_k.jpg]

  • สังคมไทยมีการพูดคุยเรื่องรัฐธรรมนูญมาก่อนการปฏิวัติ 2475 ถึง 67 ปี เป็นแรงกดดันที่ทำให้ชนชั้นนำไทยในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต้องคิดถึงการร่างรัฐธรรมนูญ
  • ประเทศไทยมีการรัฐประหารสำเร็จ 13 ครั้งเฉลี่ยแล้วทุกๆ 6 ปีครึ่งรัฐธรรมนูญจะถูกฉีก และมีรัฐธรรมนูญเพียง 5 ฉบับจาก 20 ฉบับเท่านั้นที่เป็นประชาธิปไตย
  • วงจรอุบาทว์ของรัฐประหารไทยคือการรัฐประหารและพยายามอยู่ในอำนาจต่อของคณะรัฐประหาร คือการต่อสู้ระหว่าง Selection กับ Election
  • เมื่อชนชั้นนำไทยระบอบเก่าไม่สามารถควบคุมประชาชนให้อยู่ภายใต้ระบอบการเมืองของตนได้ ผลที่ตามมาคืออาชญากรรมโดยรัฐ เฉลี่ยแล้วชนชั้นนำไทยหรือว่ารัฐไทยฆ่าประชาชนกลางเมืองทุกๆ 10 ปี
งานเสวนา ‘อดีต ปัจจุบัน และอนาคตรัฐธรรมนูญไทย’ ซึ่งจัดขึ้นที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อปลายปีที่แล้ว ที่ประกอบด้วยธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ประจักษ์ ก้องกีรติ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวรรณภา ติระสังขะ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ร่วมกันบรรยายให้เห็นอดีตที่พ่ายแพ้มากกว่าชัยชนะของประชาธิปไตย ปัจจุบันที่มีแสงสว่างอยู่บ้าง แต่ความมืดหม่นเข้มกว่า และอนาคตอันไม่แน่นอนว่าจะต้องเสียเลือดเนื้ออีกหรือไม่หากชนชั้นนำไทยขาดสติปัญญาที่จะคิดให้ทันความเปลี่ยนแปลง

‘ประชาไท’ ขอนำเสนอคำบรรยายโดยละเอียดของวิทยากรทั้ง 4 พร้อมกับข้อคิดเห็นของเกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใน
ประเด็นการใช้ความชอบธรรมสู้กับรัฐเพื่อให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด 


ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต


โดยขอเริ่มจากอดีตโดย ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์



พระที่นั่งอนันตสมาคม สถานที่ประกาศเปลี่ยนระบอบการปกครอง

ผมจะคุยเรื่องอดีตของรัฐธรรมนูญ ในภาพที่ผมเลือกขึ้นมาผมเองก็จำไม่ได้ว่าถ่ายไว้เมื่อไหร่ที่ผมได้ไปสัมผัสกับหมุดอันนี้ ที่ผมยกภาพนี้ขึ้นมาเพราะว่าน้อยครั้งที่เราจะมีโอกาสได้ไปเดินที่ลานพระบรมรูปทรงม้า แต่สิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นก็คืออาคารที่อยู่ด้านหลังที่เรียกว่าอนันตสมาคม ซึ่งเป็นผลผลิตของการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปในครั้งที่ 2 ปี 2450 หรือเมื่อ 112 ปีที่ผ่านมา เมื่อพระองค์เสด็จกลับมายังกรุงเทพฯ จึงเริ่มสร้างอาคารหลังนี้ หมายให้เป็นพาเลซนอกเมืองหลวง พาเลซในเมืองหลวงก็คือรอยัล พาเลซ และตรงนี้เองที่อยู่นอกกรุงเทพฯ ทำไมถึงอยู่นอก เพราะว่ากรุงเทพฯ ในสมัยพระองค์อยู่แค่คลองผดุงกรุงเกษม ใครข้ามคลองนี้ไปก็นอกกรุงเทพฯ



พื้นที่ตรงนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นพาเลซตามแบบของกษัตริย์ในโลกตะวันตก แต่เป้าหมายของการสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคมก็เพื่อให้เป็น House of Government เพราะรัฐบาลทั่วโลกจะมีที่ทำการของรัฐบาล ในขณะที่รัฐไทยแบบโบราณที่ทำการก็คือที่บ้านของตนเองหรือพาเลซของพระองค์ ด้วยเหตุนี้จึงต้องการสร้างอาคารที่เป็นแบบตะวันตกเพราะว่าพอพูดถึงการปกครองแบบสมัยใหม่ เรานึกไม่ออกเลยว่าถ้าเราไม่เลียนแบบโลกตะวันตกแล้วเราจะเป็นไปได้อย่างไร ดังนั้น แม้แต่อาคารสถานที่หรือแม้แต่ชุดสีกากีของข้าราชการเราก็เอามาจากโลกของอาณานิคมอังกฤษในอินเดีย



แต่อาคารหลังนี้กว่าจะสร้างเสร็จก็อีก 10 กว่าปีต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 แต่อาคารหลังนี้ก็ไม่ถูกใช้เลยจนกระทั่งเกิดการปฏิวัติปี 2475 พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนามายืนอยู่ตรงจุดนี้และประกาศการปฏิวัติเปลี่ยนระบอบทางการเมือง จากอาคารหลังนั้นที่เราเรียกว่าพระที่นั่งอนันตสมาคมมาถึงจุดตรงนี้ห่างกันเป็นระยะเวลา 25 ปี



25 ปีของสังคมไทยบางทีเราจะรู้สึกว่าโลกของการปกครองในอดีตนั้นยาวนานมาก แต่ที่จริงแล้วมันสั้นนิดเดียว อาคารยังสร้างไม่เสร็จหรือยังไม่ถูกใช่เลยก็ถูกนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สร้างระบอบประชาธิปไตย และอาคารที่เราเรียกว่าอนันตสมาคมก็กลายเป็นสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ดังนั้น ไม่ว่าเราจะมองอดีตของพื้นที่นี้อย่างไรก็ตาม เมื่อเราเห็นพระที่นั่งอนันตสมาคม เราก็นึกถึงสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่เริ่มต้นปี 2475 ซึ่งเขาทำงานกันตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2475 เป็นต้นมา ต่อให้เราลบอดีต อาคารหลังนี้ก็ยังเป็นสภาผู้แทนราษฎรตลอดมาในความทรงจำทางการเมือง



สังคมไทยคุยเรื่องรัฐธรรมนูญมา 67 ปีก่อนปฏิวัติ 2475



หลังจาก 2475 เป็นต้นมาอะไรคือความใฝ่ฝันของประชาธิปไตยไทย การปฏิวัติ 2475 มันเต็มไปด้วยความงดงาม ความสวยสด และพลังอำนาจของประชาชน เสมือนการปลูกต้นไม้เป็นแถวเป็นแนวที่ใหญ่ หยั่งราก และแผ่กิ่งก้านใบ นี่คือความใฝ่ฝันของประชาธิปไตยของเรา อย่างที่จอร์จ วอชิงตัน กล่าวว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เสรีภาพหยั่งรากลงไปในแผ่นดินแล้ว มันยากที่จะถอนคืนได้ ซึ่งผมคิดว่าจอร์จ วอชิงตันพูดถูกมาก แต่พอมันหยั่งรากในแผ่นดินไทยแล้ว สิ่งที่มันเกิดขึ้นเรามักจะคิดว่าประชาธิปไตยเป็นเสมือนหนึ่งสะเก็ดดาวหางที่หล่นมาจากฟากฟ้าที่อยู่ดีๆ ก็หล่นลงมา ไม่เข้ารูปเข้ารอยกับสังคมไทย



หนังสือ ‘จาก 14 ถึง 6 ตุลาประวัติศาสตร์การเมืองพิสดารของสยามสมัยใหม่’ ของอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ในหนังสือพูดถึงการเมืองอีกชุดหนึ่งที่กำลังต่อสู้กันอยู่ในปัจจุบัน ผมคิดว่าเวลาเราคิดถึงการปฏิวัติ 2475 เรามักจะคิดถึงการปรากฏอย่างฉับพลันของรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย แต่หนังสือเล่มนี้ได้ถ่ายเอกสารชิ้นหนึ่งซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของหมอบรัดเลย์เมื่อปี 2408 หมอบรัดเลย์ได้แปลรัฐธรรมนูญอเมริกาเป็นภาษาไทย แล้วก็ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ที่พิมพ์ในเมืองไทย



ปี 2408 นั้นก่อนการปฏิวัติ 2475 67 ปี รัฐธรรมนูญอเมริกาได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญอาจจะฉบับแรกของโลกใบนี้ที่ปรากฏตัวในสังคมไทย อาจจะก่อนเรื่องราวของรัฐธรรมนูญที่ไม่มีลายลักษณ์อักษรของอังกฤษอีก ดังนั้น เวลาเราพูดถึงประชาธิปไตยในสังคมไทยจึงพูดถึงประชาธิปไตย 2 แบบคือประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดีของอเมริกา เป็นสาธารณรัฐ กับประชาธิปไตยแบบอังกฤษที่เป็นระบบรัฐสภา ดังนั้น ในการรับรู้ของสังคมไทย 67 ปีก่อนการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เขาคุยเรื่องประชาธิปไตย เขาคุยกันเรื่องรัฐธรรมนูญกันอย่างตลอดมา ไม่ใช่เรื่องของคณะราษฎรเพ้อฝัน เพราะถ้ามองกลับไปจะเห็นว่าทำไมผู้ปกครองหรือชนชั้นนำของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จึงต้องคุยเรื่องเราจะสร้างระบอบทางการเมืองแบบไหน เราควรมีรัฐธรรมนูญแล้วหรือยัง รัชกาลที่ 7 ยังต้องทรงคิดถึงเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ใช่สิ่งสำคัญในยุคสมัยนั้น ชนชั้นนำของไทยในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่จำเป็นต้องคิดถึง แต่เนื่องจากมันคุยกันเป็นระยะเวลาถึงหกสิบเจ็ดสิบปีมาแล้ว ชนชั้นนำไทยจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้



ประชาธิปไตยที่ถูกตัดโค่น



แต่สิ่งหนึ่งที่ชนชั้นนำไทยในยุคโบราณพยายามปฏิเสธการมีรัฐธรรมนูญก็คือ หนึ่ง ประชาชนยังไม่พร้อม สอง ประชาชนยังไร้การศึกษา จนกระทั่งถึงวันนี้วาทกรรมเหล่านี้ก็ยังอยู่กับเรา แม้ท่านจะจบปริญญาตรี ปริญญาโท ท่านก็ยังไร้การศึกษาจนถึงทุกวันนี้ เป็นวาทกรรมที่ทำให้ความฝันประชาธิปไตยของไทยไปไม่ถึงไหน ความฝันของการปลูกรัฐธรรมนูญ ปลูกประชาธิปไตยในแผ่นดินนี้ถูกตัดโค่นตลอดเวลาโดยการรัฐประหารสำเร็จ 13 ครั้งและรัฐประหารไม่สำเร็จอีก 11 ครั้ง



การรัฐประหารสำเร็จทั้ง 13 ครั้งเฉลี่ยแล้วเขาสามารถตัดโค่นประชาธิปไตยได้ทุกๆ 6 ปีครึ่ง ท่านคิดว่าท่านอยู่ภายใต้ระบอบอะไร ระหว่างระบอบประชาธิปไตยอันมีรัฐธรรมนูญหรือระบอบเผด็จการอันมีรัฐธรรมนูญ นี่คือความเป็นจริงของประชาธิปไตยไทยที่เดินทางมา 87 ปีด้วยกัน



วันที่ 10 ธันวาคมเป็นวันอะไรหลังการปฏิวัติ 2475 วันที่ 10 ธันวาคมถูกยกย่องและ 10 ธันวาคมในปี 2482 หลักหมายที่สำคัญคือการสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อเป็นหลักหมายของการที่คณะราษฎรทำให้หลักเอกราชของประเทศบรรลุความสำเร็จ เรามักจะถูกสอนว่าประเทศไทยไม่เคยเสียเอกราชให้กับใคร แต่ในยุค 80 ปีที่แล้วคณะราษฎร์บอกว่าเรามีเอกราชไม่สมบูรณ์ ดังนั้น ต้องต่อสู้เพื่อเอกราชและความสำเร็จของมันก็คืออนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แม้ว่าวันนี้เราจะไม่สามารถเดินข้ามถนนเข้าสู่อนุสาวรีย์นั้นได้



10 ธันวาคมเป็นวันอะไรกันแน่ จากปี 2482 เป็นต้นมา 10 ธันวาคมเป็นวันรัฐธรรมนูญ แต่ในปฏิทินจำนวนมากโดยเฉพาะปฏิทินของชนชั้นนำที่ออกจากธนาคารและรัฐวิสาหกิจต่างๆ 10 ธันวาคมจะถูกระบุว่าเป็นวันพระราชทานรัฐธรรมนูญ เมื่อไหร่ก็ตามที่ชื่อของคนหรือชื่อของวันนั้นมี 2 ชื่อหรือหลายชื่อ แสดงว่าวันนั้นมีปัญหา รัฐธรรมนูญไทยจึงเป็นรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาจนถึง ณ เวลานี้




มีรัฐธรรมนูญเพียง 5 ฉบับจาก 20 ฉบับที่เป็นประชาธิปไตย



หากเราจะเข้าใจรัฐธรรมนูญไทย 20 ฉบับจะเข้าใจอย่างไร หลังจากสอนหนังสือมา 25 ปี ผมก็จะสอนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 จนถึงฉบับที่ 20 แล้วก็ปิดคอร์ส แต่ในช่วง 5 ปี 10 ปีที่ผ่านมาเริ่มเปลี่ยนแปลงความคิดใหม่ว่า เราจะมองเฉพาะรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับไม่ได้ เราต้องมองมันเกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด 87 ปี 20 ฉบับซึ่งเยอะมาก เราจะจัดกลุ่มมันอย่างไร จัดง่ายๆ คือ 5 ต่อ 15 หมายถึงว่าฝ่ายประชาธิปไตยยิงเข้าประตู 5 ครั้ง ในขณะที่ฝ่ายเผด็จการยิงเข้าประตู 15 ครั้ง ดังนั้น รัฐธรรมนูญ 15 ฉบับจึงเป็นรัฐธรรมนูญของฝ่ายเผด็จการที่มาจากการรัฐประหาร 5 ฉบับเท่านั้นที่เป็นประชาธิปไตยที่พยายามจะทำให้เกิดรัฐธรรมนูญที่สร้างประชาธิปไตย เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน



รัฐธรรมนูญ 5 ฉบับมีฉบับไหนบ้าง หนึ่งคือรัฐธรรมนูญฉบับแรกสุดที่คณะราษฎรสร้างคือฉบับ 27 มิถุนายน 2475 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุไว้ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาราษฎรทุกคน มันคือการเปลี่ยนทฤษฎีอำนาจทางการเมือง เพราะว่าชนชั้นนำแม้จะพยายามร่างรัฐธรรมนูญ แต่มาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญที่ร่างในยุครัชกาลที่ 7 คืออำนาจสูงสุดเป็นของพระมหากษัตริย์ แต่คณะราษฎรบอกว่ามาตรา 1 อำนาจสูงสุดเป็นของประชาราษฎรทั้งหลาย นี่คือคนละขั้วทางอุดมการณ์ทางการเมือง



หลังจากนั้นก็เป็นรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475 และพัฒนามาเป็นรัฐธรรมนูญปี 2489 นี่คือฉบับแรกที่มุ่งไปสู่การให้อำนาจของประชาชนสมบูรณ์มากที่สุด หลังจากรัฐธรรมนูญปี 2489 รัฐธรรมนูญก็เดี้ยงยาวนานและมาโผล่อีกครั้งหนึ่งหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปี 2517 แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ใช้เพียง 2 ปีแล้วก็หายไปอีกยาวนาน แล้วก็โผล่อีกครั้งหนึ่งในรัฐธรรมนูญที่เพอร์เฟคที่สุด เป็นความใฝ่ฝันที่สุดของคณะราษฎรคือรัฐธรรมนูญปี 2540

รัฐธรรมนูญทั้ง 5 ฉบับมีทิศทางเดียวกันของความเป็นประชาธิปไตย หนึ่ง นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สอง สภาผู้แทนราษฎรคือผู้ใช้อำนาจแทนประชาชนในการควบคุมองค์กรทุกสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นศาล ทหาร ข้าราชการ ทุกอย่าง สาม มีการเลือกตั้งทุกระดับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับแรกจนถึงรัฐธรรมนูญ 2540 สิ่งที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันก็คือรัฐธรรมนูญฉบับแรกต้องการให้ประเทศไทยมีการกระจายอำนาจ มุ่งหวังที่จะสร้างเทศบาลทั้งประเทศโดยใช้เขต อบต. (เขตองค์การบริหารส่วนตำบล) ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยคิดถึงมาก่อน



แต่เทศบาลนั้นจะถูกฝ่ายรัฐประหารปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นเทศบาลหรือหน่วยการปกครองท้องถิ่นที่ให้อำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอเป็นผู้แต่งตั้งนายกเทศมนตรี ประธานหัวหน้าสุขาภิบาล หรือนายก อบจ. (องค์การบริหารส่วนจังหวัด) เป็นท้องถิ่นที่อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาลส่วนกลางผ่านกลไกของมหาดไทย ซึ่งการรัฐประหารในรอบ 5 ปีมานี้มีความใฝ่ฝันที่จะกลับไปเช่นนั้นอีก และนี่คือการแช่แข็ง ทำให้แน่นิ่ง ไม่มีการเลือกตั้งท้องถิ่นอีกจนถึงวันนี้ เพราะการเมืองท้องถิ่นเป็นการเมืองที่จะไปกระตุกต่อมอารมณ์เสรีภาพของประชาชนมากที่สุด


แต่ปัจจุบันรัฐธรรมนูญ 2540 จะถูกทำให้ลืมเลือนและถูกทำให้เห็นว่าผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งเป็นความชั่วร้ายเป็นสำคัญ ดังนั้น เราจึงเห็นผู้นำที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งครองบัลลังก์อำนาจอย่างยาวนาน

[Image: 8004018573_28834bb038_b.jpg]

แฟ้มภาพ ประชาไท


วงจรอุบาทว์ของรัฐประหารไทย



ใน 87 ปีเราจะเข้าใจมันได้อย่างไร นี่คือวงจรอุบาทว์ของรัฐประหารไทย เมื่อก่อนผมถูกสอนว่านี่คือวงจรอุบาทว์ของการเมืองไทย แต่พอผ่านไปก็มีคนบอกว่าไม่ใช่ มันเป็นวงจรอุบาทว์ของการเลือกตั้ง แต่ในความเป็นจริงแล้วมันคือวงจรอุบาทว์ของรัฐประหารไทย มันเริ่มต้นจากการรัฐประหาร หลังจากรัฐประหารแล้วคณะรัฐประหารพยายามครองอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจจากการใช้ประกาศ คำสั่ง หรือคำกระซิบเพื่อรักษาอำนาจไว้อย่างยาวนาน ใครเป็นคณะรัฐประหารที่สามารถอยู่ในอำนาจได้อย่างยาวนานที่สุดในสังคมไทย จอมพลถนอม กิตติขจร หลังการรัฐประหารปี  2514 อยู่ในอำนาจได้ถึง 13 เดือน



คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายหลังการรัฐประหารปี 2557 อยากอยู่แบบนั้น แต่ในที่สุดก็ไม่อาจอยู่ได้ต้องทำการสร้างรัฐธรรมนูญที่อาจไม่ชั่วคราว คำหนึ่งที่จะล่อหลอกเวลาสร้างรัฐธรรมนูญ เขาเรียกว่ารัฐธรรมนูญชั่วคราว แต่ในความเป็นจริงมันอยู่ยืดยาวมากๆ ดังนั้น รัฐธรรมนูญของ คสช. จึงอยู่ถึง 5 ปี อยู่ยาวกว่ารัฐธรรมนูญถาวรอีก เพื่อความเข้าใจอย่างชัดเจนเราจึงต้องเรียกว่ารัฐธรรมนูญที่ไม่ชั่วคราว รัฐธรรมนูญนี้ให้อำนาจแก่คณะรัฐประหาร เรานึกถึงรัฐธรรมนูญปี 2502 จากการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ปี 2501 นั่นคือจุดเริ่มต้นของมาตรา 17 คำสั่งหรือการกระทำของนายกฯ ถือเป็นกฎหมายและยาวมาจนกระทั่งถึงปี 2557 จนถึงวันนี้มาตรา 44 คือลูกของลูกของลูกมาตรา 17



หลังจากรัฐธรรมนูญไม่ชั่วคราวอยู่ยาว จอมพลสฤษดิ์ตายคารัฐธรรมนูญไม่ชั่วคราวของตนเอง หลังจากนั้นก็ต้องมีรัฐบาลชั่วคราวหรือไม่ชั่วคราว จอมพลสฤษดิ์เป็นรัฐบาลไม่ชั่วคราวจนกระทั่งตนเองเสียชีวิตตามด้วยจอมพลถนอม กิตติขจรรวม ทั้งหมดไม่ชั่วคราว 10 ปีด้วยกัน ส่วนรัฐบาลที่ต้องการอยู่ยาวอย่างรัฐบาลคุณทักษิณอย่างเก่งอยู่แค่ 6 ปี รัฐบาลยิ่งลักษณ์ 2 ปีครึ่ง อภิสิทธิ์ 2 ปีครึ่ง สมัคร 8 เดือน 9 เดือน สมชาย 3 เดือนไม่เคยเข้าสภา ไม่เคยเข้าทำเนียบรัฐบาล พวกนี้เป็นรัฐบาลที่ดูเหมือนถาวร แต่ชั่วคราวหมดเลย ส่วนฝ่ายที่เป็นคณะรัฐประหารต้องการเป็นรัฐบาลชั่วคราว แต่อยู่อย่างยั่งยืนนาน



การต่อสู้ระหว่าง Selection และ Election



หลังจากนั้นคณะรัฐประหารก็จะสร้างรัฐธรรมนูญที่อยากถาวร ตอนนี้เราอยู่กับรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่อยากถาวร ท่านคิดว่ารัฐธรรมนูญนี้จะไปหรือไม่ไป หลังจากนั้นก็ต้องออกแบบเสื้อคลุมให้มีการเลือกตั้งไม่เสรี ไม่เป็นธรรม เพื่อจะได้รัฐบาลสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารได้อย่างยาวนาน และถ้าหากเขาไม่สามารถเป็นรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจได้ มีรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองอื่น เขาก็จะข้ามไปสู่การรัฐประหารอีกครั้งหนึ่งทันที เราเห็นได้ว่าถ้ามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เราจะเห็นการรัฐประหารที่เร็วขึ้น แต่ถ้ายังเป็นรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจ อย่าหวังว่าจะมีการรัฐประหารในเร็ววัน



ตอนนี้รัฐทหารของไทยเป็นแบบไหนการศึกษาของ Paul Brooker บอกว่าวิธีการที่ทหารเข้ามามีอำนาจทางการเมืองคือแบบเปิดเผยแบบ 5 ปีของพลเอกประยุทธ์และแบบแอบซ่อนแปลงร่างซึ่งมี 2 แบบตอนนี้พลเอกประยุทธ์แปลงเป็นประชาชน เมื่อก่อนนี้เราจะเห็นพลเอกประยุทธ์แต่งชุดอยู่ 2 แบบคือชุดทหารกับชุดข้าราชการ ตอนนี้เราเริ่มเห็นพลเอกประยุทธ์ใส่สูทไปยืนอยู่ที่เยาวราช และหลังจากนั้นหากแปลงเป็นประชาชนไม่ได้ มีพรรคการเมืองที่แข็งแกร่ง เขาจะไปซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง



87 ปีของการเมืองการปกครองไทยคืออะไร มันคือการต่อสู้ของ 2 ระบอบ จากการปฏิวัติ 2475 ที่ต้องการให้เกิด Election ทุกระดับ แต่ชีวิตของ Election และรัฐธรรมนูญ 5 ฉบับนั้นมีชีวิตอยู่เพียง 26 ปีจาก 87 ปี 2 ใน 3 อยู่ที่ฝ่าย Selection เมื่อก่อนจะเรียกว่าแต่งตั้ง หลังจากที่ประชาชนจับได้ว่าแต่งตั้งหมายความว่ามีคนที่มีอำนาจแต่งตั้ง เขาบอกว่าไม่ใช่ มันคือการคัดสรร มันมีคนหลายคนสมัครเข้ามา แล้วเราคัดสรร หลังจากนั้นมีคนเชื่อว่าคัดสรรก็เหมือนแต่งตั้ง เขาก็เลยสร้างคำใหม่ว่าสรรหา ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้คำว่าเลือกสรรกันเอง ดังนั้น การเมืองไทยไม่ได้เข้าใจอะไรยากเลย คือคุณอยู่ระหว่าง Selection หรือ Election คุณอยู่ฝ่ายไหนเป็นการบอกได้ทันทีว่าคุณอยู่ฝ่ายไหนทางการเมือง

รัฐธรรมนูญของฝ่ายรัฐประหารเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่อยากชั่วคราวจะมีการสร้างสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือ สนช. ต้นแบบของ สนช. มาจากการรัฐประหารปี 2501 ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาเราจึงเห็น สนช. พาเราย้อนกลับไปเมื่อ 61 ปีที่แล้ว มันใช้ Selection เป้าหมายของการตั้ง สนช. คือแต่งตั้งข้าราชการทหารทุกเหล่าทัพ ตำรวจ ศาล พลเรือนเข้าไปอยู่ใน สนช. และวิธีการของ สนช. คือการทำตัวให้เงียบที่สุด แต่อีกกลุ่มหนึ่งคือวุฒิสภาพาเราย้อนกลับไป 72 ปีคือรัฐประหารปี 2490 นี่คือจุดเริ่มต้นของ สว.คัดสรรกันเอง เราจะเห็นพวกนี้ออกมาโวยวาย แสดงอำนาจเพื่อข่มขู่ ส.ส. อยู่ตลอดเวลา นี่คือบทบาทของ สว.
การเมืองไทยตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมามีพรรคการเมืองถูกยุบไปทั้งหมดแล้ว 375 พรรค หมายความว่าตั้งแต่พรรคแรกคือพรรคสมาคมคณะราษฎรถูกยุบจนกระทั่งพรรคสุดท้ายที่เพิ่งถูกยุบไปเป็นพรรคที่ 375 คือพรรคไทยรักษาชาติ ท่านคิดว่าพรรคที่ 376 จะมาหรือไม่

 [Image: 48321069811_d64541eeea_b.jpg]
แฟ้มภาพ เว็บไซต์ทำเนียบฯ

เผด็จการในคราบประชาธิปไตย

เวลาเราคุยเรื่องรัฐธรรมนูญ เรามีกรอบว่าด้วยการสร้างรัฐธรรมนูญที่ดี มีดุลยภาพ และมีการร่วมกันของคนหลากหลายฝ่าย แต่รัฐธรรมนูญที่ดำรงอยู่เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ปรารถนาดุลยภาพใดๆ ทั้งสิ้น เป็นรัฐธรรมนูญที่ต้องการชนะฝ่ายเดียว เป็นรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารบอกว่าพวกแกแพ้ ดังนั้น จึงไม่ต้องมีดุล ที่เราเรียนมาผิดหมด เราเรียนการสร้างรัฐธรรมนูญที่ดี แต่ระบอบทางการเมืองในสังคมไทยตอนนี้บอกว่า เราไม่ได้ต้องการรัฐธรรมนูญที่ดี แต่เราต้องการรัฐธรรมนูญที่มีอำนาจของเราอย่างเบ็ดเสร็จ

ดังนั้น เราจะทำอย่างไร พอกลับมารัฐธรรมนูญที่ดี ถ้าอย่างนั้นเรามานั่งคุยกันไหม ไม่คุย แก้ไหม ไม่แก้ มันจึงออกมาอิหลักอิเหลื่อหมดเลย เหมือนกับประเทศไทยตอนนี้ถูกจัดอยู่ในประเทศที่เป็นระบอบผสม คือระบอบที่อิหลักอิเหลื่อทางการเมือง เพราะเป้าหมายของระบอบนี้คือการเป็นเผด็จการอำนาจนิยม แต่ไม่อาจจะดำรงอยู่แบบเผด็จการอำนาจนิยมได้ จึงต้องไปหาเสื้อคลุมว่าด้วยการเลือกตั้งและรัฐสภาเข้ามา ดังนั้น มันจึงต้องออกแบบรัฐสภาและการเลือกตั้ง ทั้งสองตัวนี้จึงเป็นปัญหาทางการเมืองไทย

อย่างเช่นปัญหารัฐสภาถ้าเป็นปี 2490 จากตอนนั้นรัฐประหารไทยยังหน้าบาง คือยังให้มีวุฒิสภาที่มาจากการ Selection หรือแต่งตั้งไว้คอยโหวตสนับสนุนรัฐบาลเท่านั้น แต่พอผ่านไป 70 ปีรัฐประหารไทยไม่หน้าบางอีกต่อไปคือพร้อมที่จะหน้าด้านเพื่ออยู่ในอำนาจ เขาจึงออกแบบให้วุฒิสภาเลือกนายกรัฐมนตรีได้ เราจะเห็นการร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 แค่ดูประธานผู้ร่างคือคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่งปรากฏตัวในการร่างรัฐธรรมนูญปี 2521 เท่ากับว่าแค่ดูคุณมีชัยคนเดียวประเทศไทยไม่ได้ไปไหนเลย เพราะคุณมีชัยเป็นตัวแทนการร่างรัฐธรรมนูญปี 2535 ดังนั้น คุณมีชัยจึงหยิบรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับนี้มาผสมปนเปและเพิ่มอำนาจของ สว. เข้าไป

ชนชั้นนำไทยและการฆ่าโดยรัฐ

ผมมี 2 เรื่อง เรื่องแรกผมคิดว่าในเหตุการณ์ทางการเมืองช่วงที่ผ่านมาเป็นความไม่ชาญฉลาดของชนชั้นนำไทยในการกำจัดธนาธรออกจากสภาผู้แทนราษฎร เพราะการที่ให้ธนาธรเข้าสู่สภาคือการจำกัดบทบาทของธนาธร และความพยายามที่จะกำจัดพรรคอนาคตใหม่ยิ่งเป็นตัวสะท้อนภูมิปัญญาที่ขาดแคลนของชนชั้นนำและไม่มีความฝันกับการสร้างประเทศเพราะมันเป็นการโอบกอดอำนาจไว้ก่อนที่จะจม

เรื่องที่ 2 ที่ผมคิดว่าเป็นภาพรวมยาวในรอบ 47 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2516 ภาพรวมหนึ่งที่ชนชั้นนำไทยระบอบเก่าคิดถึงเสมอหากไม่สามารถเอาอยู่ภายใต้ระบอบการเมืองคืออาชญากรรมโดยรัฐ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่เรามองเห็นเป็นชัยชนะที่จริงแล้วก็คือการฆ่า แต่ฆ่าไม่สำเร็จ 6 ตุลาคม ฆ่า พฤษภาคม 35 ฆ่า พฤษภาคม 53 ฆ่า เฉลี่ยแล้วชนชั้นนำไทยหรือว่ารัฐไทยฆ่าประชาชนกลางเมืองทุกๆ 10 ปี ผมคิดว่าวิธีคิดของชนชั้นนำคือเมื่อเอาคุณไม่อยู่ก็ฆ่าและผมคิดว่าเขากำลังคิดอย่างนี้

อนาคตที่เขาทำให้เราลืม

ถ้าถามว่าบนเส้นทางนี้อนาคตมีหรือไม่ ผมคิดว่าไม่ใช่ว่าอนาคตมีหรือไม่ แต่ประเทศไทยได้สร้างอนาคตของตัวเองไว้แล้วตั้งแต่ปี 2475 รัฐธรรมนูญปี 2489 รัฐธรรมนูญปี 2540 เป้าหมายของเขาคือให้มีการเลือกตั้งทุกระดับ นายกรัฐมนตรีเป็น ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วมาตราหนึ่งที่เราไม่เคยพูดถึงคือในรัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 มีมาตราที่ 9 ระบุว่าสภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจในการปลดหรือขับไล่ข้าราชการทุกหน่วยงานออกจากตำแหน่ง เป็นมาตราที่คนที่สอนกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่เคยพูดให้เราฟัง แต่หมายความว่าอาจารย์ปรีดี พนมยงค์และคณะราษฎรมองเห็นว่าปัญหาที่สำคัญของการเมืองไทยอยู่ที่พลังราชการ ดังนั้น ใครจะควบคุมพลังราชการได้ เขาจึงวางไว้ที่สภาผู้แทนราษฎรที่สามารถปลดข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือศาล และมาถึงวันนี้หลังจากที่เขาตัดประโยคนี้ออกได้ พลังข้าราชการกลายเป็นพลังที่ครอบงำการเมืองไทยที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่มีใครสามารถตรวจสอบได้เลย
ถ้าถามว่าเรามีอนาคตหรือไม่ อนาคตอยู่กับเรามาแล้วตั้งแต่ปี 2475 ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 ดังนั้น เราไม่ต้องมองหาอนาคตเลย เขาสร้างให้เราแล้ว เพียงแต่เขาทำให้เราลืมเท่านั้น

https://prachatai.com/journal/2020/01/8579

มีต่อ...
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#2
อดีต ปัจจุบัน และอนาคตรัฐธรรมนูญไทย (2): รัฐธรรมนูญ 2560 ระเบิดเวลาที่รอจุดชนวน

[Image: 49354668208_054f284a26_k.jpg]

ซีรีส์งานเสวนา ‘อดีต ปัจจุบัน และอนาคตรัฐธรรมนูญไทย’ 'ประจักษ์ ก้องกีรติ' ชี้ รัฐธรรมนูญ 2560 คือระเบิดเวลาที่รอวันระเบิด หากชนชั้นนำไม่เปิดพื้นที่ในระบบให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

  • เผด็จการอำนาจนิยมทั่วโลกเรียนรู้และปรับตัวที่จะใช้สถาบันการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือเพื่อครองอำนาจต่อ
  • รัฐธรรมนูญฉบับ 2484 2517 และ 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตย ลักษณะร่วมของรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับคือเกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยก่อนมีการร่างรัฐธรรมนูญ
  • การขาดเงื่อนไขการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยอาจทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นไปอย่างยากลำบาก
  • รัฐธรรมนูญ 2560 เขียนขึ้นเพื่อความมั่นคงของชนชั้นนำโดยไม่แบ่งปันอำนาจกับใคร มันจึงเป็นระเบิดเวลาที่รอวันระเบิด
  • หากชนชั้นนำไม่คิดเปิดให้พื้นที่ทางการเมืองในระบบเพื่อแก้รัฐธรรมนูญเท่ากับผลักผู้คนลงท้องถนนและอาจเกิดเหตุการณ์แบบ 14 ตุลาคม 2516 หรืออาหรับสปริง
งานเสวนา ‘อดีต ปัจจุบัน และอนาคตรัฐธรรมนูญไทย’ ซึ่งจัดขึ้นที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อปลายปีที่แล้ว ที่ประกอบด้วยธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ประจักษ์ ก้องกีรติ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวรรณภา ติระสังขะ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ร่วมกันบรรยายให้เห็นอดีตที่พ่ายแพ้มากกว่าชัยชนะของประชาธิปไตย ปัจจุบันที่มีแสงสว่างอยู่บ้าง แต่ความมืดหม่นเข้มกว่า และอนาคตอันไม่แน่นอนว่าจะต้องเสียเลือดเนื้ออีกหรือไม่หากชนชั้นนำไทยขาดสติปัญญาที่จะคิดให้ทันความเปลี่ยนแปลง
‘ประชาไท’ ขอนำเสนอคำบรรยายโดยละเอียดของวิทยากรทั้ง 4 พร้อมกับข้อคิดเห็นของเกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในประเด็นการใช้ความชอบธรรมสู้กับรัฐเพื่อให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด
 
[Image: 49344052757_cd0dbd8046_b.jpg]
ประจักษ์ ก้องกีรติ


ตอนที่ 2 นี้เป็นการบรรยายของ ประจักษ์ ก้องกีรติ



เผด็จการอำนาจนิยมเรียนรู้ที่จะครองอำนาจยาวนาน



ประเด็นของผมจะคาบเกี่ยวระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ก็คือผมจะโฟกัสไปที่รัฐธรรมนูญในอดีต 3 ฉบับซึ่งผมเรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยก็คือฉบับ 2489 2517 และ 2540 แล้วจะพยายามเปรียบเทียบและถอดบทเรียนว่าจาก 3 ฉบับนั้นเรามีบทเรียนอะไรบ้าง เพื่อจะนำมาปรับประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ในปัจจุบันซึ่งก็คือความพยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 โดยผมจะพูดในกรอบของรัฐธรรมนูญกับการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยจะเชื่อมโยง 2 สิ่งเข้าด้วยกันว่ารัฐธรรมนูญมันเกี่ยวข้องอย่างไรกับกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย

ก่อนอื่นอยากจะปูพื้นคร่าวๆ ก่อนว่าการที่ประเทศนั้นๆ มีรัฐธรรมนูญไม่ได้แปลว่าประเทศนั้นมีประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญไม่ได้เท่ากับประชาธิปไตย พูดอีกด้านหนึ่งของเหรียญก็คือว่ารัฐธรรมนูญกับระบอบเผด็จการก็ไปด้วยกันได้ ประเทศเผด็จการทุกประเทศในโลกนี้ก็มีรัฐธรรมนูญเช่นกัน แต่รัฐธรรมนูญในระบอบเผด็จการเป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นเพื่อจะส่งเสริมและค้ำจุนการครองอำนาจของเผด็จการอำนาจนิยมให้อยู่คงทนยาวนาน เช่น ในรัฐธรรมนูญของรัสเซีย รัฐธรรมนูญจีน หรือรัฐธรรมนูญของประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้ส่งเสริมประชาธิปไตย แต่ส่งเสริมการผูกขาดอำนาจของผู้นำ

ในช่วงหลัง แวดวงวิชาการรัฐศาสตร์ก็พูดถึงปรากฏการณ์เหล่านี้มากขึ้นว่า ระบอบเผด็จการอำนาจนิยมทั่วโลกมีการเรียนรู้และปรับตัว คือมีความฉลาดมากขึ้นในการที่จะปรับใช้สถาบันทางการเมืองแบบประชาธิปไตย ซึ่งมันควรจะทำหน้าที่ในการส่งเสริมอำนาจของประชาชน เช่น การเลือกตั้ง การจัดประชามติหรือการร่างรัฐธรรมนูญ แต่ระบอบเผด็จการกลับปรับใช้สถาบันทางการเมืองและกระบวนการทางการเมืองเหล่านี้มาส่งเสริมอำนาจของตนแทน ฉะนั้น เราจะพบปรากฏการณ์ที่ในหลายประเทศต่อให้มีการจัดการเลือกตั้ง มีการทำประชามติ หรือมีรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นไปเพื่อส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชนหรือส่งเสริมการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจของผู้นำ เราจึงไม่สามารถสรุปอย่างผิวเผินได้ว่าประเทศที่มีประชามติ มีการจัดการเลือกตั้งแล้ว หรือมีรัฐธรรมนูญแล้ว จะบอกว่าประเทศนั้นอยู่ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย



ถึงที่สุดผมอยากใช้คำนิยามของท่านอาจารย์เสน่ห์ จามริก ที่เขียนหนังสือคลาสสิกเรื่องการเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรมนูญ อาจารย์เสน่ห์สรุปไว้อย่างเข้าใจง่ายมากว่ารัฐธรรมนูญคืออะไร รัฐธรรมนูญก็คือตัวที่กำหนดความสัมพันธ์ทางอำนาจในสังคม อ่านรัฐธรรมนูญก็เห็นความสัมพันธ์ทางอำนาจในสังคมนั้นๆ รัฐธรรมนูญแต่ละฉบับในสังคมไทยที่เปลี่ยนผ่านมาเรื่อยๆ มันเป็นตัวสะท้อนความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เป็นจริงในแต่ละยุคว่าเป็นอย่างไร 



รัฐธรรมนูญฉบับ 2484



ในบรรดารัฐธรรมนูญที่เรามีมาทั้งหมด ผมบอกแล้วว่าการมีรัฐธรรมนูญไม่ได้เท่ากับการมีประชาธิปไตย  มีรัฐธรรมนูญเพียง 3 ฉบับเท่านั้นที่เราอาจจะเรียกได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ทั้งในแง่กระบวนการและเนื้อหา และไม่ได้เป็นผลผลิตของการยึดอำนาจรัฐประหาร รัฐธรรมนูญดังกล่าวก็คือฉบับ 2489 2517 และ 2540 ซึ่งมีลักษณะร่วมดังต่อไปนี้



รัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับถือกำเนิดขึ้นในช่วงที่เรามีรัฐบาลพลเรือน สองคือถือกำเนิดขึ้นในช่วงที่ประเทศมีการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย แล้วบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตยนี่แหละที่เอื้อให้เกิดรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยขึ้น ฉบับ 2489 ก็เป็นผลผลิตของการหมดอำนาจลงของรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วก็มีรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยเกิดขึ้น โดยกลุ่มเสรีไทยที่นำโดยอาจารย์ปรีดี พนมยงค์



ฉบับ 2517 ก็ชัดเจนว่าเป็นผลผลิตของการต่อสู้ของนักศึกษา ประชาชน ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ส่วนฉบับ 2540 ก็เป็นผลผลิตสืบเนื่องจากเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 มันมีการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ระบอบเผด็จการล้มลงโดยการต่อสู้ของประชาชน แล้วเสรีภาพที่เปิดกว้างมากขึ้นก็นำไปสู่รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ประการสุดท้ายก็คือเกิดจากกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนและกระบวนการในสภาทั้ง 3 ฉบับเกิดมาจากกระบวนการแก้ไขผ่านรัฐสภา



รัฐธรรมนูญที่เหลือส่วนใหญ่เป็นรัฐธรรมนูญที่ผมเรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญแบบไทยๆ คือเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นผลผลิตของการยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญเก่าทิ้ง แล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ลักษณะร่วมกันก็คือเป็นรัฐธรรมนูญจากบนลงล่าง ร่างโดยคนกลุ่มเล็กๆ ไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนและจุดมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญเหล่านั้นก็คือสร้างความมั่นคงให้กับชนชั้นนำ เป็นรัฐธรรมนูญเพื่อส่งเสริมอำนาจของคณะบุคคลของชนชั้นนำกลุ่มเล็กๆ ฉบับของจอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ฉบับปี 2550 และปี 2560 ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของรัฐธรรมนูญแบบไทยๆ แบบนี้ที่เป็นมรดกของคณะรัฐประหาร ดังนั้น อาจจะเรียกได้ว่ารัฐธรรมนูญแบบไทยๆ ส่วนใหญ่เป็นรัฐธรรมนูญของชนชั้นนำ โดยชนชั้นนำ เพื่อชนชั้นนำ



ถ้าเราดูรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับซึ่งค่อนข้างเป็นข้อยกเว้นที่แตกต่างออกไป ฉบับ 2489 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 ของประเทศเป็นผลพวงของการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลจอมพล ป. ที่มีลักษณะเป็นอำนาจนิยมโดยผู้นำทหาร เชื่อผู้นําชาติพ้นภัย รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการร่างขึ้นใหม่ทั้งฉบับ ไม่ใช่แค่แก้ไขบางมาตรา ที่น่าสนใจก็คือว่ามีการเสนอเป็นญัตติขึ้นมาในรัฐสภาเองในสมัยของรัฐบาลควง อภัยวงศ์ ซึ่งมาจากการปรึกษาหารือกันระหว่างนายกฯ ควงอภัยวงศ์ที่มาจากพรรคประชาธิปัตย์กับอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้สำเร็จราชการ

ญัตติที่เสนอนี้ก็น่าสนใจเพราะมีการเสนอจากบุคคลที่มาจากหลายขั้วอุดมการณ์ 1 ในนั้นมีคนสนิทของอาจารย์ปรีดีก็คืออาจารย์ดิเรก ชัยนาม อาจารย์ดิเรก ชัยนามเป็นหนึ่งในผู้เสนอญัตติ แต่เมื่อไปดูรายชื่อผู้เสนอญัตติปรากฏว่าก็มี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์หลายคนด้วย มีคนอย่าง ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชด้วย เป็นเชิงอรรถไว้ว่าพรรคประชาธิปัตย์มีบทบาทหลายครั้งในการเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันก็เช่นกัน เราก็ต้องมาดูว่าประวัติศาสตร์จะพลิกผันไปอย่างไร



ฉบับนี้มาเสร็จเอาตอนรัฐบาลของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ตัวกรรมาธิการร่างก็น่าสนใจคืออาจารย์ปรีดี พนมยงค์เป็นประธานร่าง แต่หม่อมคึกฤทธิ์เป็นเลขานุการของกรรมาธิการชุดนี้ เราจะเห็นว่ามันเกิดขึ้นจากการร่วมมือกันของคนที่มาจากต่างขั้วอุดมการณ์ ก็คือมันมีการประนีประนอมรอมชอมกันระดับหนึ่งในการสร้างฉันทามติขึ้นมากว่าที่รัฐธรรมนูญจะผ่านไปได้สำเร็จ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูง มีการส่งเสริมสุขภาพอย่างกว้างขวาง และเป็นครั้งแรกที่มีการบัญญัติเรื่องสิทธิในการจัดตั้งพรรคการเมือง ช่วงหลังจากนี้จะเป็นช่วงที่พรรคการเมืองซึ่งเฟื่องฟูและจัดตั้งขึ้นได้ตามกฎหมาย



นอกจากนั้น ยังเป็นครั้งแรกที่กำหนดให้มีพฤฒิสภา ซึ่งในเวลาต่อมาเราก็เรียกกันว่าวุฒิสภา ก่อนหน้านี้ประเทศไทยเราใช้ระบบสภาเดี่ยวจากช่วง 2475 มาถึง 2489 เพียงแต่ว่ามี ส.ส. 2 ประเภท ดังนั้น การที่มี สว. บางท่านบอกว่าเราไม่เคยใช้ระบบสภาเดี่ยวมาก่อน ไม่จริง คนที่นำเสนอให้มีระบบ 2 สภาคืออาจารย์ปรีดี แต่เราต้องเข้าใจว่าระบบสองสภานี้ พฤฒิสภาจะมาจากการเลือกตั้ง ไม่ได้มาจากการแต่งตั้ง เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม


ที่น่าสนใจคือเขาออกแบบให้ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงตั้งองค์คณะขึ้นมาแล้วมาเลือกพฤฒิสภาอีกที เพราะฉะนั้นพฤฒิสภาก็ยังมีความยึดโยงกับประชาชนผ่าน ส.ส. ที่สำคัญก็คือห้ามข้าราชการประจำเป็นข้าราชการทางการเมือง อันนี้ก็มักจะปรากฏในรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยทุกครั้ง  เช่น ถ้าคุณเป็นผู้บัญชาการทหารบก คุณก็มาเป็นสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้ แต่ปัจจุบัน ทำได้ เป็นโดยตำแหน่งด้วย จะเห็นว่ามันสวนทางกับสิ่งที่คุณจะเป็นในรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็อายุสั้นส่วนใหญ่ ถ้าไปศึกษาจะพบว่ารัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยจะมีลักษณะร่วมกันอีกอย่างก็คืออายุขัยสั้น ฉบับนี้ก็ประมาณปีเศษๆ เท่านั้น มาสิ้นสุดไปตอนมีรัฐประหารปี 2490 โดยจอมพลผิน ชุณหะวัณ

[Image: 49006919151_f26cbe9404_b.jpg]

แฟ้มภาพ ประชาไท


รัฐธรรมนูญฉบับ 2517



รัฐธรรมนูญฉบับ 2517 ก็เป็นผลผลิตของการปฏิวัติประชาธิปไตยของนักศึกษา ประชาชน ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นการร่างใหม่ทั้งฉบับเช่นกัน แล้วก็เป็นรัฐธรรมนูญที่มีกระบวนการที่น่าสนใจก็คือว่าเป็นการร่างโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งมีที่มาจากการคัดเลือกกันเองของสมัชชาแห่งชาติหรือที่เราเรียกว่าสภาสนามม้า 2 พันกว่าคน แล้วก็มาคัดเลือกกันเองเหลือเป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 299 คน น่าสนใจว่าเป็นการตั้งสภาขึ้นมาใหม่เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพราะไม่ไว้ใจสภาชุดเดิม ตอนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม สภาชุดเดิมยังมีอำนาจอยู่คือเป็นสภาที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารของจอมพลถนอม เมื่อจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็มีความไม่ไว้วางใจว่าถ้าให้สภาเดิมมาร่างเนื้อหาก็คงไม่มีทางที่จะเป็นประชาธิปไตย จึงมีการผลักดันจนนำไปสู่การตั้งสมัชชาแห่งชาติได้สำเร็จ



ทีนี้ในแง่กรรมการที่มาร่างมีความหลากหลายสูงมาก ถ้าใครเคยอ่านบันทึกของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ท่านก็เป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในคณะกรรมการร่างด้วย มีการต่อสู้กันอย่างดุเดือดเพราะว่าองค์ประกอบของคณะกรรมการร่างมีที่มาค่อนข้างหลากหลาย หม่อมคึกฤทธิ์ก็ยังอยู่ มีผู้นำแรงงานกรรมกรฝ่ายซ้าย ขุนนางอำมาตย์ก็มี ฝ่ายที่เป็นนักวิชาการเสรีนิยมอย่างอาจารย์ป๋วยก็มี ฉะนั้น ถ้าไปดูบันทึกการประชุมจะเห็นการถกเถียงอย่างร้อนแรงในแต่ละประเด็น เรื่องสิทธิเสรีภาพ เรื่องสวัสดิการ เรื่องที่มาของระบบเลือกตั้งควรจะเป็นอย่างไร ถือเป็นรัฐธรรมนูญที่มีการถกเถียงที่ค่อนข้างเป็นประชาธิปไตย และอีกเช่นกันลักษณะที่คล้ายกับฉบับ 2489 ก็คือมันไม่ได้เป็นผลผลิตของกลุ่มใดกลุ่มเดียว



สุดท้าย มันก็คลอดออกมาได้สำเร็จเพราะเกิดฉันทามติขึ้นมาที่ต้องการให้สังคมไทยมีประชาธิปไตยที่ไปพ้นจากระบอบทหาร และต้องการกีดกันกระแสการเมืองแบบขวาจัด อนุรักษ์นิยมสุดขั้วออกไป ก็คือพยายามสร้างพื้นที่ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่ทุกกลุ่มสามารถเข้ามาต่อสู้ร่วมกันในในพื้นที่ตรงนี้ได้ มีบทบัญญัติ เรื่องสิทธิเสรีภาพอย่างกว้างขวาง อาจจะมากที่สุดในประวัติศาสตร์ แน่นอนนายกฯ มาจากการเลือกตั้ง แล้วก็แยกข้าราชการประจำออกจากข้าราชการการเมือง ฉบับนี้ก็มีอายุสั้นอีกเช่นกัน อีก 2 ปีต่อมาก็เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็โดนฉีกทิ้ง ฉันทามติที่ก่อตัวขึ้นมาหลัง 14 ตุลาคมจากหลากหลายกลุ่มก็โดนฉีกทิ้งทำลายโดยกลุ่มการเมืองที่เป็นนายทหารขวาจัด



รัฐธรรมนูญฉบับ 2540



มาฉบับ 2540 ซึ่งหลายคนบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดที่ประเทศไทยเคยมีมา แต่มันก็มีข้อถกเถียงได้หลายประการ จริงๆ หลายมาตราก็มีปัญหา เช่น ระบุให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องมีวุฒิปริญญาตรี เป็นต้น ในแง่นี้ก็ตัดสิทธิ์คนจำนวนมากออกไป แต่ถ้าพูดเฉพาะกระบวนการต้องถือว่าฉบับนี้มีกระบวนการมีส่วนร่วมกว้างขวางที่สุดในประวัติศาสตร์ กว้างขวางยิ่งกว่าฉบับ 2489 และฉบับ 2517 ที่กระบวนการจัดเวที การสร้างความคิดเห็น กระบวนการมีส่วนร่วมยังถือว่าไม่กว้างขวางเท่าฉบับ 2540 ซึ่งเป็นผลมาจากกระแสการปฏิรูปทางการเมือง ผมให้เครดิตนายกฯ บรรหารไว้เพราะว่าตอนนั้นถ้าไม่มีการเปิดช่องจากรัฐบาลบรรหารโดยเริ่มจากการแก้ไขวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน ไม่อย่างนั้นมันเปิดช่องไม่ได้



ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในโจทย์คล้ายๆ กัน เพื่อจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราต้องไปแก้ไขวิธีการแก้ไขที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญก่อน เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เป็นรัฐธรรมนูญที่แทบจะแก้ไขไม่ได้เลยถ้าเอาตามวิธีแก้ไขที่กำหนดเอาไว้ ซึ่งตอนฉบับ 2540 มันถูกเปิดช่องตรงนี้ กลายเป็นว่าคนที่ไม่น่าเป็นคนที่มาผลักดันการปฏิรูปการเมืองกลับกลายเป็นคนที่ผลักดัน อาจารย์นิธิใช้คำว่าบางทีคนที่อ่อนแอที่สุดในทางการเมืองอาจเป็นคนริเริ่มทำอะไรที่ดีที่สุดในทางการเมืองก็ได้ เนื่องจากต้นทุนตอนนั้นติดลบ คุณบรรหารอยากสร้างภาพลักษณ์ทางการเมืองขึ้นมาก็เปิดช่องไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ



แต่ผมคิดว่ามันก็ไม่มีทางสำเร็จถ้าไม่มี 2 สิ่ง หนึ่งก็คือขบวนการธงเขียวหรือกระแสสังคมที่กดดันกลับ สองคือสถานการณ์เฉพาะตอนนั้นที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้น ซึ่งยิ่งทำให้เกิดฉันทามติในสังคมว่าระบบการเมืองที่เป็นอยู่ ณ ตอนนั้น มันล้มเหลวแล้ว มันตอบโจทย์ปัญหาสังคมไม่ได้ ก็คือความไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่รัฐบาลอยู่กันแค่ปีหนึ่งหรือสองปี เป็นรัฐบาลผสมประกอบไปด้วยเจ็ดแปดพรรค เต็มไปด้วยธนกิจการเมือง มีการต่อรองซื้อตำแหน่งในสภา มีการซื้อเสียงในสภา มีงูเห่าในสภา สภาวะที่เราเห็นในปัจจุบันนี้แหละมันคือสภาวะที่เกิดขึ้นในช่วง 2535 ถึง 2540 แล้วคนก็รู้สึกว่าไม่ต้องการระบบแบบนี้ ยิ่งมาเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ยิ่งรู้สึกว่าระบบการเมืองที่มีอยู่ไม่สามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาใหญ่ๆ ของชาติได้ ผมคิดว่าตรงนั้นแหละที่ทำให้เกิดการคลอดรัฐธรรมนูญ 2540 ได้สำเร็จ



อีกเช่นกันสิ่งที่รัฐธรรมนูญ 2540 คล้ายกับฉบับ 2489 และ 2517 ถ้าไปดูองค์ประกอบของคนที่ร่างและผลักดันเนื้อหาก็มาจากหลายเฉดทางการเมือง มีตั้งแต่สายชุมชนนิยมแบบหมอประเวศ วะสี มีเทคโนโลยีอย่างคุณอานันท์ ปันยารชุน มีบรรดาเอ็นจีโอ มีนักวิชาการ มีหลายวาระมาร่วมกัน ณ ตอนนั้น ผมคิดว่ามันเป็นลักษณะร่วมของทั้ง 3 ฉบับ



และบทเรียนที่สำคัญก็คือว่าเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดที่ก่อเกิดรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับคือการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย ถ้าไม่มีการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยก็ไม่มีรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาเป็นประชาธิปไตยและตอบสนองการแก้ไขปัญหาของประชาชนได้



เราอยู่ในระบอบอะไร? กระดุม 6 เม็ดก่อรูป ‘ระบอบประยุทธ์’ และแนวทางปลดกระดุม



[Image: 40696119923_4e5d3f663e_b.jpg]





แก้รัฐธรรมนูญยากเพราะยังไม่เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย

พอบทเรียนเป็นแบบนี้ มันจึงนำมาสู่ความท้าทายของปัจจุบันซึ่งความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 โดยหลายกลุ่มหลายฝ่ายทำภายใต้เงื่อนไขที่ต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง ก็คือว่าตอนนี้เราต้องการสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่าเดิม แต่มันเป็นเงื่อนไขที่ยากมากเพราะมันไม่มีการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย มันมีแต่การเปลี่ยนผ่านจากระบอบเผด็จการทหารเต็มตัวมาเป็นระบอบเผด็จการทหารครึ่งใบ คือเรายังอยู่ในระบอบที่มีโครงสร้างเป็นเผด็จการอำนาจนิยม มันจึงยากมากที่จะก่อเกิดรัฐธรรมนูญที่เราคาดหวังว่าจะเป็นประชาธิปไตยได้



ถ้าเราดูปัจจัยความสำเร็จในอดีต อย่างน้อยมันต้องมีการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย แต่เงื่อนไขใหญ่ตอนนี้ไม่มี สอง อย่างน้อยมันต้องมีฉันทามติในสังคมที่ก่อตัวขึ้นมาและฉันทามตินั้นเป็นกระแสกดดันอย่างกว้างขวางในสังคมจะเป็นแรงกดดันให้กลุ่มที่ไม่ต้องการแก้ไขให้กลายเป็นเสียงส่วนน้อย ถูกทำให้กลายเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถฝืนกระแสสังคมได้ เช่น ตอนปี 2540 ไม่ใช่ไม่มีคนต้าน กลุ่มที่ต้านหนักๆ เลยคือกระทรวงมหาดไทย กลุ่มที่เป็นเจ้าพ่อนักการเมืองท้องถิ่นเดิมก็ไม่ต้องการรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันมีกระแสต้านอยู่ เพียงแต่ว่าพอเกิดฉันทามติในสังคมบวกกับเกิดปัญหาเศรษฐกิจ เกิดกรณีคอร์รัปชันอื้อฉาวในรัฐบาลเอง และความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน กระแสตรงนี้จะกดดันให้คนที่ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลายเป็นเสียงส่วนน้อยและเป็นคนที่ขัดขวางการเปลี่ยนแปลง



คำถามก็คือว่าเราจะสามารถสร้างฉันทามติขึ้นมาใหม่ได้หรือไม่ ภายใต้ภาวะที่ยังไม่มีการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย เงื่อนไขที่เราจะต้องดูในปีนี้ก็คือเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร จะถดถอยตกต่ำหรือไม่ ถ้าเศรษฐกิจมีปัญหาก็จะเกิดแรงกระเพื่อม สอง-สภาพรัฐบาลเป็นอย่างไร การทะเลาะเบาะแว้งในรัฐบาลเองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งไม่เป็นเอกภาพ คนก็จะรู้สึกเบื่อหน่ายความขัดแย้งตรงนี้ การเล่นการเมือง การซื้อเสียงงูเห่า บวกกับความสามารถในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลผสมเสียงปริ่มน้ำจะเป็นอย่างไร มันก็อาจจะกลายเป็นเงื่อนไขได้ที่ทำให้สังคมรู้สึกว่ามันไปไม่รอดแล้วระบบการเมืองแบบนี้ ซึ่งเป็นผลผลิตของรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ถ้าทำสำเร็จก็จะเป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกที่เราสามารถร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยได้โดยยังไม่มีการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย



ผมสรุปว่า ตอน 2489 2517 และ 2540 มีการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย เราจึงได้รัฐธรรมนูญที่ดีเกิดขึ้น ครั้งนี้โจทย์ยากกว่า แต่ถ้าทำสำเร็จจะเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าก็คือเรากำลังผลักดันให้เกิดการร่างรัฐธรรมนูญที่ดีเพื่อทำให้รัฐธรรมนูญที่ดีนี้พาเรากลับไปสู่ประชาธิปไตย ก่อนหน้านี้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยมันทำให้เกิดรัฐธรรมนูญที่ดี ครั้งนี้เราจะต้องสร้างฉันทามติในสังคมที่กว้างขวางมาก เพื่อจะสร้างรัฐธรรมนูญที่ดีเพื่อพาเรากลับไปสู่ประชาธิปไตยที่หายไป



รัฐธรรมนูญคือการจัดดุลอำนาจในสังคม



การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะได้แค่บางมาตราหรือทั้งฉบับนั้น เนื้อหาจะเป็นอย่างไร สุดท้าย มันไม่ใช่เรื่องของดุลอำนาจในสภา แต่เป็นเรื่องของดุลอำนาจในสังคม อำนาจในสภาเป็นเรื่องรอง สุดท้าย ใครสร้างดุลอำนาจในทางสังคมที่ทำให้กระแสสังคมรู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขกติกานี้ได้มากกว่า รัฐธรรมนูญก็จะแก้ไขได้



อย่างตอนปี 2540 ดุลอำนาจในสภาฝ่ายรัฐบาลส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้แก้ไขอยู่แล้ว เพราะเป็นคนที่จะเสียอำนาจ พรรคการเมืองเก่าๆ ไม่มีใครอยากแก้ไขเพราะว่ากติกานี้จะทำให้นักการเมืองแบบเดิมเสียประโยชน์ แต่ดุลอำนาจในทางสังคมมันเปลี่ยนแล้ว กระแสสังคมมันไปไกลกว่าตัวนักการเมืองในสภา ไม่มีทางที่คุณจะรักษาระเบียบ กติกาไว้อย่างเดิมโดยฝืนกระแสสังคมขณะนั้นได้ มันขึ้นอยู่กับว่าดุลทางสังคมจะไปทางไหน อันนี้เราตอบไม่ได้ ปีนี้ผมคิดว่าจะเป็นปีที่หนักหนาสาหัสเลยทั้งในทางเศรษฐกิจและการเมือง


ผมคิดว่าสิ่งที่จะเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดก็คือพฤติกรรมการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ทั้งที่มีตำแหน่งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการจะเป็นตัวกำหนดอารมณ์ของสังคม และอารมณ์ของสังคมเป็นสิ่งที่คาดเดายาก ทีนี้ พอพฤติกรรมการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจในปัจจุบันดูเหมือนไม่ค่อยสนใจอารมณ์ของสังคมเท่าไหร่ ผมคิดว่าอันนี้แหละจะเป็นชนวนที่อันตรายที่สุด



[Image: 47183284052_c26277bbe4_o.jpg]



แฟ้มภาพ ประชาไท



รัฐธรรมนูญ 2560 ระเบิดเวลาที่รอจุดชนวน



รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่มีดุลอำนาจที่ดีอยู่แล้ว มันเป็นเหมือนกับระเบิดในตัวมันเอง เพราะเขาไม่ได้ตั้งโจทย์จากการสร้างดุลอำนาจที่สมดุล เป็นรัฐธรรมนูญที่ต้องการสร้างความมั่นคงให้กับชนชั้นนำที่ได้อำนาจมาจากการรัฐประหาร 2557 แล้วจะอยู่ต่ออย่างไร อยู่ต่อแบบเดิมไม่ได้แล้วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเพราะเป็นระบบที่แข็งฝืนเกินไปกลับระเบียบกติกาของโลก คือระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จภายใต้อำนาจของทหาร มันก็ต้องแปลงตัวยอมรับให้มีกติกาการเลือกตั้ง มีรัฐสภา แปลงตนเองมาเป็นเผด็จการครึ่งใบหรือเผด็จการที่มาจากการเลือกตั้งโดยใช้การเลือกตั้งเป็นเหมือนพิธีกรรมให้มีความชอบธรรมมากขึ้น แต่กีดกันฝ่ายตรงข้ามไม่ให้มีพื้นที่ทางการเมือง



ระบอบแบบนี้หัวใจของมันก็คือต่อให้มีการเลือกตั้ง มันเหมือนล็อกคนไว้แล้ว แล้วก็ขาดความบริสุทธิ์ยุติธรรม ฝ่ายค้านก็จะถูกกีดกันกลั่นแกล้ง ถ้าเลวร้ายที่สุดแบบฮุนเซ็นโมเดลก็คือยุบพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นจะเลือกตั้งกี่ทีผมก็จะออกมาในลักษณะที่ชนชั้นนำจะไม่สูญเสียอำนาจไป



ที่ผมคิดว่ามันเป็นระเบิดเวลาก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ถามว่าถูกฉีกโดยใคร จริงๆ รัฐธรรมนูญ 2550 ก็เป็นผลผลิตของการรัฐประหาร 2549 อยู่แล้ว ร่างขึ้นมาเพื่อรักษาความมั่นคงให้ชนชั้นนำระดับหนึ่งเลย ที่โดนฉีกก็โดนฉีกโดยคณะรัฐประหารด้วยกันเอง หมายความว่า คสช. ซึ่งเป็นผู้ฉีกรัฐธรรมนูญ 2550 ยังเล็งเห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ยังมั่นคงไม่พอสำหรับชนชั้นนำ ฉีกเองแล้วร่างใหม่ แล้วใช้ระบบเลือกตั้งที่พิสดารกว่าเดิม รัฐธรรมนูญ 2550 ยังเป็นระบบเลือกตั้งที่ตอบได้ในทางวิชาการ แต่ฉบับ 2560 พิสดารไปเลย คือในขณะที่สังคมไทย 10 ปีหลัง 2550 สังคมแตกแยกมากขึ้น มีพลวัตมากขึ้น คนมีความตื่นตัวมากขึ้น แต่คุณกลับร่างรัฐธรรมนูญที่ถอยหลังไปกว่าตอนปี 2550 อีก ในความหมายนี้แหละที่ผมบอกว่ามันคือระเบิดเวลา



ยิ่งไม่ต้องเทียบกับรัฐธรรมนูญ 2521 สมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่เราบอกว่านำมาสู่ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ มีคนชอบบอกว่าฉบับนี้คือการถอยหลังกลับไปสู่ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบสมัยพลเอกเปรม ผมคิดว่าเป็นการเปรียบเทียบที่ผิดฝาผิดตัว รัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยครึ่งใบสมัยพลเอกเปรมมาจากการเรียนรู้บทเรียนสมัย 14 ตุลาคม 6 ตุลาคม และความล้มเหลวของรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียรที่ต้องการสร้างประชาธิปไตย 12 ปี แช่แข็งประเทศ ตอนนั้นกลับเป็นทหารที่มีวุฒิปัญญาก็เลยเป็นผู้รัฐประหารและสร้างกติกาใหม่ขึ้นมาที่อย่างน้อยแชร์อำนาจกับคนกลุ่มอื่นๆ กับนักการเมือง กับนักธุรกิจ กับภาคประชาสังคม เลยเกิดเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ ตอนนั้นคือทหารถอย



แต่รัฐธรรมนูญ 2560 สังคมตื่นตัวมากกว่าตอน 2521 อย่างมหาศาล แต่คณะทหารชุดปัจจุบันกลับเอาตัวเองรุกคืบเข้ามาในพื้นที่ทางการเมือง แล้วก็ไม่ยอมแชร์อำนาจกับใคร เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่แชร์อำนาจกับใคร ต้องการรวมศูนย์อำนาจเข้ามา มันจึงเป็นรัฐธรรมนูญที่ขัดฝืนกับกระแสความเปลี่ยนแปลงในสังคม โดยตัวกติกาเองมันเป็นระเบิดเวลาอยู่แล้วเพราะดุลอำนาจมันเอียง อย่างการให้ สว. มาจากการแต่งตั้งทั้งหมด แต่มีอำนาจเลือกนายกฯ ได้ด้วย แล้วที่บอกว่าข้าราชการประจำเป็นข้าราชการการเมืองด้วย ที่สำคัญคือข้าราชการประจำนั้นรับเงินเดือน 2 ทางด้วย อันนี้ก็ยิ่งมหัศจรรย์ไปอีก



[color=#ff6600][size=medium][color=#000000][size=medium][font=Helvetica, Arial, Sarabun, sans-serif]พอเป็นแบบนี้แล้วบวกกับพฤติกรรมการใช้อำนาจ ผมจึงคิดว่าปีนี้ปฏิเสธไม่ได้ที่มันจะกลายเป็นชนวนความขัดแย้งอย่างแน่นอน อยากจบลงที่อาจารย์สิริพันธ์บอกว่าไม่ต้
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:

#3
จจุบัน และอนาคตรัฐธรรมนูญไทย’ เมื่อชนชั้นนำสร้างรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อกุมอำนาจ ท่ามกลางความหวาดกลัวความเปลี่ยนแปลงที่ซุกซ่อนอยู่ในใจ ผ่านมุมมอง 'สิริพรรณ นกสวน สวัสดี'

[Image: page_sriri.jpg]

  • การร่างรัฐธรรมนูญของชนชั้นนำไทยมุ่งไปที่การยึดกุมโครงสร้างสถาบันการเมืองมากกว่าการคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน
  • รัฐธรรมนูญ 2560 ได้สร้างระบอบทหารที่อำพรางด้วยการเลือกตั้งโดยการดูดบังคับการสนับสนุนและมีการเลือกตั้งที่ไม่ตรงไปตรงมา
  • รัฐธรรมนูญ 2560 สร้างระบบเลือกตั้งที่ต้องการกำจัดอิทธิพลของพรรคการเมืองขนาดใหญ่และให้โอกาสพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็ก เป็นระบบเลือกตั้งที่ทำลายความเป็นเอกภาพและความเข้มแข็งของพรรคการเมือง
  • ระบบเลือกตั้งที่ดำรงอยู่จะเป็นภัยคุกคามต่อระบอบที่ชนชั้นนำสร้างขึ้น ซึ่งประเด็นนี้อาจนำไปสู่ฉันทามติร่วมกันในระดับหนึ่งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ


งานเสวนา ‘อดีต ปัจจุบัน และอนาคตรัฐธรรมนูญไทย’ ซึ่งจัดขึ้นที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อปลายปีที่แล้ว ที่ประกอบด้วยธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ประจักษ์ ก้องกีรติ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวรรณภา ติระสังขะ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ร่วมกันบรรยายให้เห็นอดีตที่พ่ายแพ้มากกว่าชัยชนะของประชาธิปไตย ปัจจุบันที่มีแสงสว่างอยู่บ้าง แต่ความมืดหม่นเข้มกว่า และอนาคตอันไม่แน่นอนว่าจะต้องเสียเลือดเนื้ออีกหรือไม่หากชนชั้นนำไทยขาดสติปัญญาที่จะคิดให้ทันความเปลี่ยนแปลง



‘ประชาไท’ ขอนำเสนอคำบรรยายโดยละเอียดของวิทยากรทั้ง 4 พร้อมกับข้อคิดเห็นของเกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในประเด็นการใช้ความชอบธรรมสู้กับรัฐเพื่อให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด

[Image: 20678390526_74e9bf68dd_b.jpg]
สิริพรรณ นกสวน สวัสดี (แฟ้มภาพ)


ตอนที่ 3 เป็นการบรรยายของสิริพรรณ นกสวน สวัสดี

สิทธิเสรีภาพที่ไม่มีอยู่จริง

วันนี้จะขอเริ่มการสนทนาด้วยคำถามเรื่องสิทธิเสรีภาพกับความมั่นคง ตนเองเห็นด้วยมากกับอาจารย์ประจักษ์ที่ว่าสิทธิพื้นฐานของประชาชนเป็นสิทธิที่ระบอบประชาธิปไตยต้องรับรอง ส่วนเหตุผลด้านความมั่นคงจะนำมาใช้ละเมิดสิทธิได้ก็ต่อเมื่อมีภาวะวิกฤติ เช่น สงครามหรือภัยพิบัติ

พอมาดูประเด็นนี้ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ในหมวดที่ 3 ซึ่งว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยตั้งแต่มาตรา 25 จนถึงมาตรา 70 หลายประโยคเมื่อพูดถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนจะลงท้ายด้วยประโยคว่าตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเช่นว่านั้นไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ มันแปลว่าความมั่นคงของรัฐมีความสำคัญเหนือสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
เมื่อวานนี้ได้ฟังข่าวว่ามีโรงเรียนประกาศอย่างเป็นทางการห้ามนักเรียนหญิงตัดผมม้า ถ้าตัดผมม้า ผู้ปกครองจะต้องมาเซ็นสัญญาว่าถ้าทําผิดกฎ 3 ครั้งต้องลาออก อันนี้ก็คือการใช้อำนาจของโรงเรียนออกกฎของโรงเรียนเองเหนือสิทธิของประชาชน เราจะเห็นบรรยากาศแบบนี้บ่อยครั้งมากในสังคมไทย ก็คือสิทธิและเสรีภาพของประชาชนถูกละเมิดโดยองค์กรและสถาบันทางการเมืองประหนึ่งว่า สิทธิที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีอยู่จริง ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็ไม่มีอยู่จริง

ที่พูดประเด็นนี้เพื่อจะบอกว่าเนื่องจากสิทธิของประชาชนไม่มีอยู่จริง เราก็เลยโหยหามันมาก เวลาเรามองรัฐธรรมนูญเราจะประเมินดูว่ารัฐธรรมนูญแต่ละฉบับให้สิทธิเสรีภาพมากน้อยแค่ไหน แต่จริงๆ แล้วชนชั้นนำทางการเมืองไทยไม่ได้สนใจประเด็นนี้เท่าไหร่หรอก สิ่งที่เขาสนใจก็คือเขาจะยึดกุมโครงสร้างสถาบันทางการเมืองได้อย่างไร เพราะโครงสร้างของสถาบันทางการเมืองนั้นเป็นที่มาของอำนาจรัฐและการใช้อำนาจรัฐ นี่ต่างหากคือประเด็นสำคัญและเป็นประเด็นที่เราจะพูดกันในวันนี้ ซึ่งมันจะโยงกับโครงสร้างอำนาจและระบบเลือกตั้ง ระบบเลือกตั้งมีความสำคัญเพราะเป็นที่มาว่าใครจะเป็นคนได้อำนาจรัฐและจะใช้มันอย่างไร

[Image: 43474273845_0b16e45acf_b.jpg]

ระบอบทหารที่อำพรางด้วยการเลือกตั้งโดยการดูดบังคับ


ประเด็นที่จะพูดในวันนี้ได้มาจากคลิปของอาจารย์เกษียรที่พูดไว้เมื่อปี 2559 ที่อาจารย์ให้เอฟรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประเด็นหลักที่อาจารย์เกษียรได้พูดไว้ก็คือว่ารัฐธรรมนูญอ่านเฉพาะตัวบทไม่พอจะต้องเชื่อมโยงกับระบบการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย อาจารย์ยังพูดถึงประชาธิปไตยแบบไทยๆ ด้วย และที่สำคัญต้องไปดูว่ามันเชื่อมโยงกับการจัดระเบียบอำนาจของ คสช. อย่างไร แล้วก็ไปโยงกับรัฐธรรมนูญฉบับเดิมๆ



เวลาเรามองรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราเห็นอะไร เราเห็นว่า คสช. และคนร่างรัฐธรรมนูญต้องการสร้างระบอบการเมืองแบบไหน อาจารย์ประจักษ์ได้พูดไว้แล้วว่ามันไม่มีเป้าหมายของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย อาจารย์ธำรงศักดิ์เรียกมันว่าระบบทหารอำพราง ดิฉันก็มองไม่ต่างไปจากอาจารย์ประจักษ์และอาจารย์ธำรงศักดิ์นัก ดิฉันคิดว่าสิ่งที่เราเห็นเวลาเรามองรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือมันเปิดโอกาสให้ใครยึดกุมสถาบันทางการเมือง ถามทุกท่านที่อยู่ในห้องนี้ว่าเวลาเราเห็นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราเห็นตัวแสดงที่เป็นใครบ้าง ทหาร ส.ว. ดิฉันเรียกระบอบนี้ว่าระบอบทหารที่อำพรางด้วยการเลือกตั้งโดยการดูดบังคับการสนับสนุนและอาจต้องเน้นด้วยว่าระบอบนี้เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ตรงไปตรงมา

เราลองมาดูตัวแสดงที่เราเห็นในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราเห็นการยึดกุมอำนาจของชนชั้นนำ เราเห็นทหารตั้งแต่ตัวนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีหลายท่าน เห็นทหารใน ส.ว. จำนวนมาก เห็นทหารในกรรมการยุทธศาสตร์ นี่คือทหารในรัฐธรรมนูญ นอกเหนือจากทหาร ดิฉันเห็นกลุ่มทุนผูกขาดในรัฐธรรมนูญ เราเห็นอยู่ในกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ อยู่ในนักการเมืองที่แฝงเข้ามาผ่านการเลือกตั้งที่ไม่ตรงไปตรงมา เราเห็นระบบราชการในองค์กรอิสระ นี่คือกลไกในรัฐธรรมนูญที่สร้างระบอบใหม่ขึ้นมา ดิฉันเชื่อจริงๆ ว่าเวลาที่คณะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขามีตัวระบอบที่เขาอาจจะไม่ได้เอ่ยนาม แต่เป็นระบอบที่มีอยู่ในมโนคติของเขา

ในระบอบนี้ทั้งหมด เราจะมีรัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยได้หรือไม่ แต่เราก็ต้องทำความเข้าใจด้วยว่าเรากำลังต่อสู้กับกลุ่มชนชั้นนำที่ใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือสร้างระบอบใหม่ที่เขาต้องการ จะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญถูกใช้โดยชนชั้นนำทางการเมืองไม่ว่าจะเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยหรือย้อนกลับไปสู่อดีต หรือการสร้างระบอบใหม่ที่อำพรางไปกว่าเดิม ซึ่งดิฉันคิดว่าประเด็นนี้น่ากลัวเพราะว่ามันกลายเป็นรัฐธรรมนูญที่อาบยาพิษได้

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เปิดช่องให้ตัวแสดงมีการกระทำบางอย่างที่แตกต่างไปจากในอดีตได้ ที่อยากจะยกตัวอย่างให้เข้ากับเหตุการณ์ เช่น การที่ ส.ส. จำนวนหนึ่งสามารถโหวตสวนมติพรรคได้ ถ้าย้อนกลับไปดูรัฐธรรมนูญฉบับ 2514 และ 2534 ซึ่งร่างโดยคนเดียวกันก็คืออาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ร่างในบรรยากาศที่ต้องการสร้างความเข้มแข็งของพรรคการเมืองให้มากขึ้น ก็เลยมีมาตราที่บอกว่าถ้า ส.ส. โหวตสวนมติพรรค พรรคสามารถขับออกได้ จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญถูกใช้ในการแก้ปัญหาสังคมในขณะนั้น พอมารัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ก็ยังเขียนว่าพรรคสามารถขับออกได้ แต่ ส.ส. สามารถไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญได้ แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นเป็นอย่างไรก็ยังถือเป็นมติของพรรคอยู่ดี



แต่พอมาเป็นรัฐธรรมนูญ 2560 ปรากฏว่าตัดข้อความเหล่านั้นออกไปทั้งหมด จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญเปิดช่องให้มีการกระทำบางอย่างที่ต่างไปจากเดิม เราจะเห็นนัยของการใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือเพื่อเปิดให้มีการดูดบังคับตัวแสดงทางการเมืองในระบบการเมืองได้อย่างคล่องตัวขึ้น นัยอาจจะเป็นว่าต้องการลดการครอบงำของพรรคการเมืองเพราะปัญหาหนึ่งที่ผ่านมาคนก็จะบอกว่าพรรคการเมืองครอบงำนักการเมืองมากเกินไป แต่ถ้าไม่ต้องการให้พรรคการเมืองครอบงำ การร่างรัฐธรรมนูญฉบับหน้าอาจต้องพิจารณาเรื่องการให้มี ส.ส. อิสระไปเลยจะได้ไม่ต้องมากังวลเรื่องการครอบงำของพรรค และถ้า ส.ส. รู้สึกว่าการตัดสินใจเข้าร่วมแล้วจุดยืนเปลี่ยนไป ไม่ว่าพรรคเปลี่ยนไปหรือเราเปลี่ยนไปเองก็สามารถลาออกมาเป็น ส.ส. อิสระได้ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจ



แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือความย้อนแย้งของระบบเลือกตั้ง คือถ้าคุณไม่อยากให้พรรคการเมืองครอบงำ การที่คุณมีบัตรใบเดียวที่เลือกทั้งคนและพรรคในใบเดียวกันมันขัดแย้งกับการให้ ส.ส. สวนมติพรรคได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 



ส.ส.บัญชีรายชื่อที่มาในนามพรรค ท่านมาเพราะพรรคการเมือง แต่ถึงเวลาท่านโหวตสวนมติพรรคการเมืองที่ทำให้ท่านได้เลือกมา ประเด็นที่ต่อไปจากนี้ก็คือถ้ามีการยุบพรรคขึ้นมา ส.ส. พวกนี้ย้ายพรรคอีก หรือแม้แต่ ส.ส. ที่ย้ายไปแล้วอย่างคุณไพบูลย์ นิติตะวัน ท่านไม่ได้มาเพราะตัวท่าน แต่ท่านมาเพราะเสียงของพรรคการเมืองของท่าน อันนี้คือการเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดช่องโหว่ให้มีการดูดบังคับได้ง่ายๆ จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป้าหมายในการสร้างระบอบการเมืองใหม่



ที่น่าสนใจต่อมาก็คือว่าระบบเลือกตั้งมีความสําคัญเพราะเป็นที่มาของคนที่จะคุมอำนาจรัฐ ปัญหาของระบบเลือกตั้งเป็นปัญหาที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ใส่เอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว มันเป็นระบบเลือกตั้งที่ต้องการกำจัดอิทธิพลของพรรคการเมืองใหญ่และให้โอกาสพรรคการเมืองขนาดกลาง ขนาดเล็กมากขึ้น แต่ระบบเลือกตั้งนี้ทำให้เกิดพรรคการเมืองหลายพรรคมากในสภาและนั่นเป็นปัญหาที่ทำให้ไม่สามารถมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้ อันนี้คือโจทย์หลักของระบอบนี้คือไม่ต้องการให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง เป็นระบบเลือกตั้งที่ทำลายความเป็นเอกภาพและความเข้มแข็งของพรรคการเมือง เพื่อเปิดโอกาสให้มีการดูดบังคับตัวแสดงทางการเมืองได้ง่าย จะเห็นว่าเป้าหมายเหล่านี้ถูกสร้างมาตั้งแต่แรกแล้ว มันมาเป็นองคาพยพเดียวกัน




4 ความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญ 2560



โดยส่วนตัวจะประเมินว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ล้มเหลวใน 4 ประการ ประการแรกล้มเหลวเพราะไม่อาจสร้างรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ที่มีประสิทธิภาพ ที่มีความเข้มแข็ง ท่านอาจจะถามว่าแล้วจำเป็นหรือไม่ที่รัฐบาลจะต้องมีเสถียรภาพ ดิฉันคิดว่าต้องมีเสถียรภาพในระดับหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันเสถียรภาพของรัฐบาลกับเสถียรภาพของระบอบการเมืองก็ไม่เหมือนกัน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดูเหมือนว่าไม่ต้องการเห็นรัฐบาลที่มีอำนาจผูกขาด เราจะเห็นว่าการที่เป็นรัฐบาลผสม ถ้าคราวหน้าใช้ระบบเลือกตั้งแบบนี้อีกก็จะเป็นรัฐบาลผสมอีก อาจจะมากกว่านี้ด้วยซ้ำ

ความล้มเหลวประการที่ 2 คือปัญหาเรื่องการตรวจสอบ ถ่วงดุล การควบคุมความรับผิดชอบการใช้อำนาจรัฐ เราจะเห็นความอ่อนแอในการตรวจสอบรัฐบาล ความล้มเหลวของ ส.ว. ในการทำหน้าที่เพราะไม่ได้มาจากประชาชน



ความล้มเหลวประการที่ 3 ก็คือไม่สามารถสร้างความเสมอภาคและบรรเทาความเหลื่อมล้ำของประชาชนในระบบการเมืองได้ เพราะว่าตัวรัฐธรรมนูญเปิดช่องให้กลุ่มทุนผูกขาดฉกฉวยการครอบงำทางธุรกิจ ที่สำคัญก็คือเปิดช่องให้ทุนต่างชาติอย่างทุนจีนเข้ามาค้าขาย


ความล้มเหลวประการสุดท้ายของรัฐธรรมนูญก็คือไม่สามารถสร้างฉันทามติหรือเอกภาพทางการเมืองได้ ในขณะเดียวกันกลับกลายเป็นชนวนของความขัดแย้ง อย่างตัวระบบเลือกตั้ง ดิฉันเชื่อว่าพอใช้ไปนานๆ พรรคการเมืองจะทะเลาะกันเอง อย่างกรณีพรรคอนาคตใหม่ถ้ายังไม่ถูกยุบ คราวหน้าก็จะไม่มีใครอยากลง ส.ส.เขต ทุกคนก็อยากจะลง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในขณะที่ถ้าอยู่พรรคเพื่อไทยทุกคนอยากลง ส.ส.เขต ไม่มีใครอยากลง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ระบบแบบนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เกิดความอ่อนแอในระบบพรรคการเมืองและทำให้คนทะเลาะกันเอง

[Image: 40696119923_4e5d3f663e_b.jpg]

ต้องมีประชาชนเป็นหัวใจหลักของรัฐธรรมนูญ


ประเด็นสุดท้าย เรื่องการสถาปนารัฐธรรมนูญ โดยส่วนตัวดิฉันคิดว่ามันไม่สำคัญนักว่าใครเป็นคนมีอำนาจในการสถาปนา แต่มันสำคัญมากกว่าว่าตัวรัฐธรรมนูญนั้นต้องมีประชาชนอยู่ในหัวใจ ที่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนไม่สำคัญ แต่หากเราย้อนไปดูประวัติศาสตร์ของประเทศอื่นๆ อย่างเช่นรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาก็ถูกร่างขึ้นมาโดยคนกลุ่มเดียวซึ่งเป็นชนชั้นนำด้วย แต่มันก็เป็นรัฐธรรมนูญที่อยู่ได้อย่างยาวนานที่สุดในโลกและมีความยืดหยุ่นมากพอที่จะยอมรับความแตกต่างและสิทธิเสรีภาพของประชาชน หรือในหลายประเทศกษัตริย์เป็นผู้หยิบยื่นรัฐธรรมนูญให้ด้วยซ้ำ เช่น ในสวีเดน เดนมาร์ก นอร์เวย์ ก็เป็นรัฐธรรมนูญที่ยาวนานไม่แพ้กันและเป็นรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนไม่ต่างกัน



ดังนั้น ลักษณะร่วมกันของรัฐธรรมนูญที่ดีไม่ใช่อยู่ที่ว่าใครเป็นคนร่าง แต่มันอยู่ที่ว่าในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญนั้นมีประชาชนเป็นหัวใจหลักหรือไม่ ถ้าเราดูที่อาจารย์ประจักษ์พูดว่ารัฐธรรมนูญ 2489 2417 และ 2540 ที่เรามองว่าเป็นรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย มันถูกสร้างขึ้นมาในบรรยากาศของการมีฉันทามติและการประนีประนอมรอมชอมบางอย่าง ดิฉันก็คิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่บางทีมันอาจไม่จำเป็นต้องฉีกใหม่ทั้งฉบับได้หรือไม่ หรือมันอาจจะไม่จำเป็นต้องแก้แล้วมีความเป็นประชาธิปไตยแบบที่แข็งขืนจนชนชั้นนำบางกลุ่มรับไม่ได้หรือเปล่า ดิฉันพยายามจะพูดในแง่ที่ว่าเราอยู่ในบรรยากาศที่แตกต่างไปจากปี 2540 ซึ่งไม่มีการแบ่งขั้วความคิดทางการเมืองมากขนาดนี้ ดังนั้น การมีฉันทามติและการรอมชอมทางการเมืองในปัจจุบัน ดิฉันคิดว่าถ้าไม่มองในแง่อุดมคติแล้วมันเกิดขึ้นได้ยากมาก



ดิฉันฟังนักการเมืองท่านหนึ่งพูดว่าถ้าไม่ได้มาด้วยเลือดก็ต้องมาด้วยความยินยอม ดิฉันคิดว่ามันเป็น 2 ขั้วที่อันตราย บางทีเราอาจจะต้องมองว่าจะทำอย่างไรที่ทำให้เราได้รัฐธรรมนูญที่ดีกว่านี้ แต่อาจจะไม่ดีที่สุดเท่าที่เราอยากได้ แต่มันสร้างการยอมรับในระดับหนึ่งแล้วค่อยๆ แก้ ดิฉันขอยกตัวอย่าง



อินโดนีเซียที่ใช้รัฐธรรมนูญที่ร่างมาตั้งแต่ปี 1945 ใช้มาตั้งแต่ซูการ์โน ซูฮาร์โตที่เป็นเผด็จการมากกว่าไทย ยาวนานกว่าไทย สิ่งที่เขาทำคือเขาค่อยๆ แก้ แก้ 4 ครั้งจนได้รัฐธรรมนูญที่เอื้อให้อินโดนีเซียเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยได้ โจทย์นี้ดิฉันไม่มีคำตอบ ดิฉันคิดว่าสถานการณ์ภายในปีนี้และปีต่อไปจะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะได้รัฐธรรมนูญที่ดีกว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ได้อย่างไร โดยที่ดิฉันไม่อยากเห็นการเสียเลือดเสียเนื้อ



โจทย์ 2 ข้อในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ



ถ้าถามว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อดีบ้างหรือไม่ ดิฉันอยากจะตอบว่าการที่ดิฉันมองไม่เห็นมันเลยอาจจะไม่ได้แปลว่ามันไม่ดี แต่ดิฉันไม่เห็นเลยจริงๆ

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกร่างขึ้นมาโดยความเชื่อมั่นของชนชั้นนำว่า ถ้าสามารถสร้างระบบการเมืองอะไรก็ตามที่มีความมั่นคงในระดับหนึ่ง โดยอาจจะมียุคสมัยของพลเอกเปรมเป็นโมเดลหลักก็คือไม่จำเป็นต้องเป็นประชาธิปไตย แอบซ่อนอำพรางเอาไว้ หวังว่าชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ จะสามารถนำมาซึ่งการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมให้ประชาชนได้ และตรงนั้นจะทำให้ประชาชนพอใจ แล้วระบบนี้ก็จะมั่นคงไปในระดับหนึ่งในช่วงเวลาที่ชนชั้นนำกำลังหวาดกลัวกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเรียกว่าเข้มข้นและรุนแรงเกินกว่าจะรับได้ อันนี้เป็นสิ่งที่เขามีอยู่ในใจ



แต่ในความเป็นจริงมันปรากฏว่าความมั่นคงตรงนี้ไม่ได้นำมาซึ่งการพัฒนา ความอยู่ดีกินดี หรือความสงบสุขของประชาชนอย่างที่เขามีจินตภาพเอาไว้ อาจจะด้วยเศรษฐกิจโลกในช่วงขาลง ความไร้ความสามารถ จึงทำให้สภาพสังคมตอนนี้เกิดแรงกระเพื่อมที่รุนแรง เกิดการตั้งคำถามว่าทั้งหมดที่เป็นปัญหาอยู่ในสังคมตอนนี้เป็นผลจากรัฐธรรมนูญหรือเปล่า บางคนก็บอกว่าใช่ บางคนก็บอกว่าไม่ใช่ แต่คนที่บอกว่าใช่มันชัดเจนที่โยงไปว่าใครเป็นคนบริหารประเทศ รัฐธรรมนูญฉบับนี้นำมาซึ่งกลุ่มคนที่บริหารประเทศหน้าตาแบบนี้ ซึ่งไม่ได้มาจากเราเสียทีเดียว จำนวนหนึ่งมาจาก ส.ว. 250 คน ซึ่งในที่สุดเปิดมาเห็นกรรมการสรรหา กรรมการสรรหาก็สรรหาตัวเองด้วย มันจึงทำให้ความมั่นคงที่คิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะสร้างขึ้นมาได้ไม่ได้ตอบโจทย์สิ่งที่อยู่ในใจ และผลพวงที่ตามมาอย่างที่เราใช้คำว่าดุลยภาพ มันได้สร้างอารมณ์บางอย่างในกลุ่มคนจำนวนหนึ่งแล้ว




ก็ต้องถามต่อไปว่าอารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ตอนนี้ มันจะพัฒนาไปสู่อะไร โดยส่วนตัวก็คิดว่าปีนี้ ความต้องการและแรงกดดันต่อความเปลี่ยนแปลงในเบื้องต้นที่เป็นไปได้ก็มีตัวรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกติกาที่บอกว่าใครจะขึ้นมาบริหารประเทศมันจึงสำคัญ มันก็เลยย้อนกลับมาสู่ 2 ประเด็นที่พูดเอาไว้คือมันต้องตอบว่าโครงสร้างอำนาจรัฐตอนนี้ใครคุมอยู่ ถ้าคุณคุมอยู่แล้วไม่มีปัญญาในการบริหารประเทศให้ประชาชนอยู่สุขสบายในระดับหนึ่งได้ แล้วอ้างแต่ความมั่นคง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มันอยู่ไปไม่รอด



ถ้าจะต้องแก้รัฐธรรมนูญอะไรที่เป็นโจทย์หลักเบื้องต้นดิฉันคิดว่ามี 2 ประเด็น หนึ่งก็คือที่มาของผู้ใช้อำนาจรัฐนั่นก็คือตัวระบบเลือกตั้ง ระบบเลือกตั้งนี้เขียนขึ้นมาโดยมีเพื่อไทยเป็นโจทย์หลักก็คือต้องการลดอิทธิพลของพรรคใหญ่และสามารถจัดการพรรคเพื่อไทยได้ในระดับที่เขาพอใจ แต่โจทย์นี้มันได้เกิดผลข้างเคียงซึ่งก็คืออนาคตใหม่ที่ไม่ได้อยู่ในสมการของการออกแบบระบบเลือกตั้งแต่เดิม ในที่สุดแล้วตัวระบบที่คิดว่าจะมีความมั่นคงเลยเจอกับภัยคุกคามที่ไม่ใช่แค่เพื่อไทยที่จัดการไปได้แล้ว กลับเกิดอีกพรรคหนึ่งขึ้นมาที่มีฐานสนับสนุนจากคนรุ่นใหม่ ซึ่งคนเหล่านี้คาดการณ์ไม่ได้ ไม่ได้อยู่ภายใต้ความขัดแย้งเดิมๆ และไม่ได้อยู่ภายใต้ความคาดหวังเดิมด้วย นี่คือความสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้น



ถ้าเราไปดูระบบเลือกตั้งจะพบว่า จริงๆ แล้วพรรคหลักๆ ที่ได้ประโยชน์จากระบบเลือกตั้งนี้คือพรรคอนาคตใหม่ พรรคพลังประชารัฐถ้าใช้ระบบเลือกตั้งแบบปี 40 หรือปี 50 พรรคพลังประชารัฐจะได้ที่นั่งมากกว่านี้และถ้าการเลือกตั้งครั้งหน้าใช้ระบบเลือกตั้งนี้อีก สิ่งที่ชนชั้นนำกลุ่มนี้จะต้องเผชิญก็คือต้นทุนที่สูงมากในการที่จะดูดบังคับคนมาสนับสนุน อย่าลืมว่าตอนนี้รัฐบาลเป็นเสียงปริ่มน้ำ ดังนั้น ตัวระบบเลือกตั้งนี้เองมันจึงเป็นภัยคุกคามต่อระบบที่เขาพยายามจะสร้าง ในแง่นี้ตัวระบบเลือกตั้งอาจจะเป็นฉันทามติเบื้องต้นที่จะทำให้ทุกฝ่ายอยากจะแก้ร่วมกัน



อีกตัวหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าเป็นตัวสร้างอารมณ์ร่วมได้มากที่สุดก็คือ ส.ว. เพราะบทบาทของ ส.ว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรีจะอยู่กับเราไปถึง 8 ปี คำถามคือว่าแรงกดทับที่มีต่อสังคมจะรับได้หรือเปล่า ยิ่งมีการพูดถึงที่มาอันไม่ชอบธรรมของ ส.ว. มากขึ้นก็อาจจะเป็นอีกมิติหนึ่งในการขอให้มีการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ประเด็นเรื่อง ส.ว. ขอยกตัวอย่างย้อนหลังว่ารัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับใช้ ส.ว. เป็นเครื่องมือในการถ่วงดุลกับอำนาจของประชาชนทั้งสิ้น ดิฉันเรียกมันว่ากลไกในการคัดง้างกับอำนาจของประชาชนโดยชนชั้นนำ ดังนั้น ส.ว. จึงเป็นกลไกอัตโนมัติที่มีอยู่ในทุกรัฐธรรมนูญ ยกเว้นรัฐธรรมนูญ 40 ที่ให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แรงกดดันให้เปลี่ยนที่มาของ ส.ว. อาจจะยาก แต่ดิฉันคิดว่านี่จะเป็นจุดพลิกผันที่ทำให้เรามีระบอบการเมืองใหม่ที่หน้าตาถูกใจเรามากขึ้น
ดิฉันเป็นกลุ่มที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปและมีดุลยภาพของการสร้างฉันทามติในระดับหนึ่ง แต่อย่างที่อาจารย์ประจักษ์พูด โจทย์ในสังคมไทยตอนนี้ยากกว่าในอดีต ดังนั้น การสื่อสารไปยังชนชั้นนำทางการเมืองเป็นเรื่องที่สำคัญ การสร้างอารมณ์ร่วมในระดับที่พอเหมาะที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นแบบรอมชอมได้น่าจะเป็นโจทย์ที่สำคัญ

https://prachatai.com/journal/2020/01/85814
นานาสาระ
ตอบกลับ
ได้รับขอบคุณจาก:


Digg   Delicious   Reddit   Facebook   Twitter   StumbleUpon  


You are visitor no. :   Theme © 2014 iAndrew  
Powered by: MyBB, © 2002-2021 MyBB Group.  
ลงโฆษณากับนานาสาระ ดอทโออาร์จี เพียงเดือนละ xxx บาท สนใจติดต่อที่ info@nanasara.org