ยินดีต้อนรับ, บุคคลทั่วไป
คุณจะต้อง ลงทะเบียน ก่อนที่คุณจะสามารถโพสต์ในเว็บไซต์ของเรา

อีเมล:
  

รหัสผ่าน
  





ค้นหาหัวข้อ

(การค้นหาขั้นสูง)

สถิติฟอรั่ม
» สมาชิก: 195
» สมาชิกล่าสุด: trsnbdumnab
» กระทู้: 5,497
» โพสต์: 8,371

สะถิติเต็มรุปแบบ

กระทู้ล่าสุด
Thai authorities detain w...
หัวข้อ: สังคมและการเมือง
6 ชั่วโมง ที่ผ่านมา
» ตอบกลับ: 0   » อ่าน: 11
นปช. ยื่นคำร้องแระ :“สังห...
หัวข้อ: สังคมและการเมือง
6 ชั่วโมง ที่ผ่านมา
» ตอบกลับ: 0   » อ่าน: 162
วิพากษ์ข้อเสนอของสภาหอฯ เ...
หัวข้อ: สังคมและการเมือง
9 ชั่วโมง ที่ผ่านมา
» ตอบกลับ: 0   » อ่าน: 16
ห้องชุด 3 แสน/ตรม. ปีนี้เ...
หัวข้อ: สังคมและการเมือง
เมื่อวานนี้, 11:12 AM
» ตอบกลับ: 0   » อ่าน: 31
ทิศทางและช่องทางต่อสู้เผด...
หัวข้อ: สังคมและการเมือง
เมื่อวานนี้, 09:15 AM
» ตอบกลับ: 0   » อ่าน: 157
ขณะนี้เรายอมรับกันไหมว่า....
หัวข้อ: สังคมและการเมือง
เมื่อวานนี้, 06:44 AM
» ตอบกลับ: 0   » อ่าน: 192
บุพเพสันนิวาส....
หัวข้อ: สังคมและการเมือง
เมื่อวานนี้, 05:10 AM
» ตอบกลับ: 1   » อ่าน: 869
ถ้าจะให้สะใจ ก็ต้องบอกว่า...
หัวข้อ: สังคมและการเมือง
09-19-2017, 02:06 PM
» ตอบกลับ: 0   » อ่าน: 378
พหลโยธินช่วงต้น อีกหนึ่งส...
หัวข้อ: สังคมและการเมือง
09-19-2017, 10:59 AM
» ตอบกลับ: 0   » อ่าน: 31
ทำเลที่อยู่อาศัยที่น่าห่ว...
หัวข้อ: สังคมและการเมือง
09-19-2017, 08:09 AM
» ตอบกลับ: 0   » อ่าน: 36

 
  Thai authorities detain well-known anti-Muslim Buddhist monk
โพสต์โดย: NightOwl - 6 ชั่วโมง ที่ผ่านมา - หัวข้อ: สังคมและการเมือง - ไม่มีการตอบ

Thai authorities detain well-known anti-Muslim Buddhist monk

By Associated Press September 21 at 1:56 AM

BANGKOK — Thai authorities have detained a Buddhist monk who has posted online videos that harshly denounce Islam.

[Image: Thailand_Controversial_Monk_38099.jpg-8f...p7xwtvmAiQ]
In this Tuesday, Sept. 19, 2017, photo, Buddhist monk Apichart Punnajanto sits in a courtyard in Songkhla, southern Thailand. Authorities have detained Apichart on Tuesday who has posted online videos that harshly denounce Islam. (Associated Press)

Apichart Punnajanto was detained Tuesday by officers from the Crime Suppression Division, said police Col. Dusit Promsin in the southern province of Songkhla.

Dusit said the monk was taken into custody because of videos he had posted online, though he did not describe the content.

Thai media published images of temple records indicating Apichart was defrocked Wednesday night at a temple in Bangkok.

Sunai Phasuk, senior researcher on Thailand for Human Rights Watch, criticized the detention in a Twitter post. He said it was more proof that under the ruling military junta, “everyone risks becoming a victim of freewheeling uses of power, secret detainments, and unlawful prosecutions.”

Thailand has been ruled by the military since a 2014 coup toppled a democratically elected government, and the junta has made clear it does tolerates no dissent.

Apichart has spoken out on many issues, but is best known for posting a suggestion that a mosque be burned down anytime a monk is killed by Muslim separatist insurgents in the country’s deep south, where more than 6,500 people have been killed since an insurgency flared in 2004.


The violence occurs mostly in Thailand’s three southernmost provinces, the only ones with Muslim majorities in the Buddhist-dominated nation, but has on occasion spilled over into neighboring Songkhla.

Apichart also recently renewed a feud with a government religious official, saying in a video that he filed a defamation suit against him and sarcastically urging people in the south, where the official was recently transferred, to give him a “warm welcome.”


https://www.washingtonpost.com/world/asi...760571112d


  นปช. ยื่นคำร้องแระ :“สังหารหมู่ 2553” มันจะเป็นตราบาปหลอกหลอนมารค์และเทือกไปจนวันตาย
โพสต์โดย: NightOwl - 6 ชั่วโมง ที่ผ่านมา - หัวข้อ: สังคมและการเมือง - ไม่มีการตอบ

นปช. ยื่นคำร้องแระ :“สังหารหมู่ 2553” มันจะเป็นตราบาปหลอกหลอนมารค์และเทือกไปจนวันตาย..

ครับมันจะไปถึงไหนก็ช่างแต่จะให้ฆาตกรลอยนวลคดีเงียบหายไปไม่ได้...

รัฐบาลสั่งฆ่าคนตายหมู่เกลื่อนถนนอย่างนี้...หากเป็นลูกหลานท่าน..ท่านจะยอมหรือ..

ลองไปอ่านดูรายชื่อผู้ตายว่าตายที่ไหนเวลาใดอย่างไร...หลักฐานครบ..

[Image: %E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%...8%A260.jpg]

มันจะต้องไม่มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นในแผ่นดินไทยอีก...

ทางใดที่จะเอาฆาตกรเหล่านั้นขึ้นศาลเอาตัวมาลงโทษได้...อย่าละเว้น...

แม้กระบวนการยุติธรรมไทยมันล่มสลายเชื่อถือไม่ได้..ศาลนานาชาติก็ยังมี..

วันดีคืนดี.....ไอ้ฆาตกรนี่จะต้องได้ไปเยือนแน่....


เชิญอ่านข่าวครับ :

คอลัมน์ รายงานพิเศษ “ เปิดคำสั่งศาลไต่สวนการตายปี”53
วันที่ 20 กันยายน 2560

แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุด(อสส.)เพื่อให้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อไต่สวนความผิด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีต นายกฯ จำเลยที่ 1 และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ จำเลยที่ 2 ในคดีสลายการชุมนุมนปช. ปี 2553 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 99 ศพ

นปช.ระบุว่ามีพยานหลักฐานใหม่ ประกอบการยื่นคำร้อง โดยเฉพาะกรณีศาลอาญาไต่สวนชันสูตรสำนวนการตายของผู้เสียชีวิตหลายราย ว่าเสียชีวิตจากกระสุนของฝั่งเจ้าหน้าที่ ซึ่งกรณีนี้ยังไม่ปรากฏในการไต่สวนของ ป.ป.ช.ที่ยกคำร้องในรอบแรกเมื่อปี 2558

สําหรับคำสั่งไต่สวนการตายเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ มีดังนี้

ลำดับ 1 คำสั่งศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดำที่ ช.1,ช.4/2555 คดีหมายเลขแดงที่ ช.1,ช.2/2558 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ร้อง

ผู้ตาย นายฮิโรยูกิ มูราโมโต้ ผู้ตายที่ 1 นายวสันต์ ภู่ทอง ผู้ตายที่ 2 และนายทศชัย เมฆงามฟ้า ผู้ตายที่ 3
ผู้ตายที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ถึงแก่ความตายบนถนนดินสอบริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553 เวลาประมาณ 21 น. โดยไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำ และไม่อาจทราบได้ว่ากระสุนปืนที่ยิงผู้ตายที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีแนววิถีกระสุนมาจากทิศทางใด

ลำดับ 2 คำสั่งศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดำที่ ช.13/2555 คดีหมายเลขแดงที่ ช.6/2556 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ร้อง

ผู้ตาย นายจรูญ ฉายแม้น ผู้ตายที่ 1 นายสยาม วัฒนานุกูล ผู้ตายที่ 2

ผู้ตายที่ 1 ถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาลกลาง เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553 เวลาประมาณ 22.00 น. ส่วนผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตายขณะนำส่งโรงพยาบาล จากบริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ถนนดินสอ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ถึงโรงพยาบาลกลาง แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ สถานที่ใดไม่ปรากฏชัด เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553 เวลา 20.30 น.ถึงวันที่ 11 เม.ย.2553 เวลา 0.46 น. วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ซึ่งวิถีกระสุนปืนที่ยิงถูกผู้ตายทั้งสองนั้น มีวิถีกระสุนปืนที่ยิงมาจากฝ่ายเจ้าพนักงานที่ถอยร่นจากแนวป้องกันบริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ไปที่บริเวณข้างวัดบวรนิเวศใกล้สี่แยกวันชาติ โดยยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำ

ลำดับ 3 คำสั่งศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อช.8/2556 คดีหมายเลขแดงที่ อช.3/2557 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ร้อง และนายถาวร คำน้อย ผู้ร้องร่วม

ผู้ตาย นายเกรียงไกร คำน้อย

ผู้ตายตายที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2553 เวลาประมาณ 03.30 น. ซึ่งมีวิถีกระสุนทางการยิงมาจาก เจ้าหน้าที่ทหาร ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ เข้าขอคืนพื้นที่จากด้านแยกสวนมิสกวันผ่านหน้ากระทรวงศึกษาธิการไปยังสะพานมัฆวานรังสรรค์ ตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) โดยยังไม่ทราบว่าบุคคลใดเป็นผู้กระทำ

ลำดับ 4 คำสั่งศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดำที่ ช.6/2555 คดีหมายเลขแดงที่ ช.4/2555 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ร้อง

ผู้ตาย นายชาติชาย ซาเหลา

ผู้ตายถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ถนนพระราม 4 เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2553 เวลา 23.37 น. ซึ่งวิถีกระสุนปืนมาจากแนวด่านตรวจแข็งแรงของเจ้าพนักงาน ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยอยู่บริเวณถนนพระราม 4 โดยยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำ

ลำดับ 5 คำสั่งศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดำที่ ช.7/2555 คดีหมายเลขแดงที่ ช.1/2556 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ร้อง

ผู้ตาย นายบุญมี เริ่มสุข

ผู้ตายถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาลตำรวจ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 28 ก.ค.2553 เหตุและพฤติการณ์แห่งการตายสืบเนื่องจากติดเชื้อในกระแสเลือด ร่วมกับประวัติถูกยิงที่บริเวณช่องท้องด้วยกระสุนปืนขนาด .223(5.56 ม.ม.) ขณะอยู่ที่บริเวณถนนพระราม 4 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ โดยยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำ (เหตุการณ์วันที่ 14 พ.ค.2553 เวลาประมาณ 14.00 น.)

ลำดับ 6 คำสั่งศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดำที่ ช.3/2556 คดีหมายเลขแดงที่ ช.7/2556 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ร้อง

ผู้ตาย นายปิยะพงษ์ กิติวงศ์ ผู้ตายที่ 1 นายประจวบ ศิลาพันธ์ ผู้ตายที่ 2 นายสมศักดิ์ ศิลารักษ์ ผู้ตายที่ 3
ผู้ตายที่ 1 และผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตายภายในสวน สาธารณะลุมพินี แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ผู้ตายที่ 3 ถึงแก่ความตายบริเวณลานหน้าพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 แขวงลุมพินี กรุงเทพฯ ผู้ตายที่สามถึงแก่ความตายวันที่ 14 พ.ค.2553 …ผู้ตายที่ 1 และผู้ตายที่ 2 โดยมีวิถีกระสุนมาจากทางฝั่งถนนวิทยุหรือฝั่งถนนพระรามที่ 4 โดยยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำ… ผู้ตายที่ 3 โดยมีวิถีกระสุนมาจากด้านหน้าพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 ด้านถนนราชดำริหรือด้านถนนพระรามที่ 4 โดยยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำ

ลำดับ 7 คำสั่งศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อช.1/2555 คดีหมายเลขแดงที่ อช.9/2555 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ร้อง น.ส.มนชยา พลศรีลา ผู้สืบสันดานผู้ตาย นางสุริยัน พลศรีลา ภริยาผู้ตาย ผู้ร้องร่วม
ผู้ตาย นายชาญณรงค์ พลศรีลา

ผู้ตายตายที่โรงพยาบาลพญาไท 1 แขวงถนนพญาไท 1 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2553 เวลาประมาณ 14.00 น. ถูกทหารที่มาปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.)ในการดำเนินการตามมาตรการปิดล้อมและสกัดกั้นกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อขอคืนพื้นที่และผิวการจราจรบริเวณถนนราชปรารภ

ลำดับ 8 คำสั่งศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อช.2/2555 คดีหมายเลขแดงที่ อช.7/2555 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ร้อง นางหนูชิต คำกอง ภริยาผู้ตาย ผู้ร้องร่วม

ผู้ตาย นายพัน คำกอง

ผู้ตายตายที่สำนักงานขายคอนโดมิเนียมชื่อ ไอดีโอ คอนโด ถนนราชปรารภ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2553 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จากอาวุธที่ใช้ในราชการสงครามที่เจ้าพนักงานทหารร่วมกันยิงไปที่รถยนต์ตู้ หมายเลขทะเบียน ฮค 8561 กรุงเทพฯ ซึ่งมีนายสมร ไหมทอง เป็นผู้ขับ แล้วลูกกระสุนปืนไปถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย ในขณะเจ้าพนักงานทหารกำลังปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบปิดล้อมพื้นที่ควบคุมตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.)

ลำดับ 9 คำสั่งศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อช.3/2555 คดีหมายเลขแดงที่ อช.12/2555 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ร้อง

ผู้ตาย เด็กชายคุณากร ศรีสุวรรณ

ผู้ตายตายระหว่างถูกนำส่งโรงพยาบาลพญาไท 1 ถนนศรีอยุธยา แขวงพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2553 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง เหตุและพฤติการณ์ที่ตายคือ ถูกลูกกระสุนปืนซึ่งยิงมาจากอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ทหารที่กำลังปฏิบัติหน้าที่

ลำดับ 10 คำสั่งศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อช.3/2556 คดีหมายเลขแดงที่ อช.15/2556 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ร้อง

ผู้ตาย นายถวิล คำมูล

ถึงแก่ความตาย ที่จุดจอดแท็กซี่อัจฉริยะ ตรงข้ามอาคาร สก.โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 เวลาประมาณ 06.00 น. โดยมีวิถีกระสุนปืนยิงมาจากด้านเจ้าหน้าที่ทหารที่กำลังเคลื่อนกำลังพลเข้ามาควบคุมพื้นที่จากสี่แยกศาลาแดงมุ่งหน้าไปแยกราชดำริ โดยยังไม่ทราบแน่ชัดว่าบุคคลใดเป็นผู้กระทำ อันเป็นการปฏิบัติราชการตามหน้าที่

ลำดับ 11 คำสั่งศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดำที่ ช.10/2555 คดีหมายเลขแดงที่ ช.3/2556 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ร้อง

ผู้ตาย นายฟาบิโอ โปเลงกี

ผู้ตายถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาลตำรวจ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 เวลา 11.30 น. โดยมีวิถีกระสุนปืนยิงมาจากด้านเจ้าหน้าที่ทหารที่กำลังเคลื่อนกำลังพลเข้ามาควบคุมพื้นที่จากแยกศาลาแดงมุ่งหน้าไปแยกราชดำริ โดยยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำ

ลำดับ 12 คำสั่งศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดำที่ ช.2/2556 คดีหมายเลขแดงที่ ช.4/2557 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ร้อง

ผู้ตาย นายนรินทร์ ศรีชมพู หรือศรีชมภู

ผู้ตายถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาลตำรวจ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 เวลากลางวัน วิถีกระสุนปืนยิงมาจากด้านเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่ในการควบคุมพื้นที่จากทางแยกศาลาแดงมุ่งหน้าไปแยกราชดำริ ตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กระทำ

ลำดับ 13 คำสั่งศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดำที่ ช.5/2555 คดีหมายเลขแดงที่ ช.5/2556 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ร้อง

ผู้ตาย นายสุวัน ศรีรักษา ผู้ตายที่ 1 นายอัฐชัย ชุมจันทร์ ผู้ตายที่ 2 นายมงคล เข็มทอง ผู้ตายที่ 3 นายรพ สุขสถิต ผู้ตายที่ 4 น.ส.กมนเกด อัคฮาด ผู้ตายที่ 5 นายอัครเดช ขันแก้ว ผู้ตายที่ 6

ผู้ตายที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ถึงแก่ความตายในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 เวลากลางวัน ซึ่งวิถีกระสุนปืนยิงมาจากเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยอยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส หน้าวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) โดยยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำ


https://www.khaosod.co.th/hot-topics/news_518247


  วิพากษ์ข้อเสนอของสภาหอฯ เรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
โพสต์โดย: sopon4 - 9 ชั่วโมง ที่ผ่านมา - หัวข้อ: สังคมและการเมือง - ไม่มีการตอบ

ดร.โสภณ ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของสภาหอการค้าไทยเรื่องจะหาทางเลี่ยง/ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกันท่าเดียว ควรจ่ายเพื่อชาติอย่างชาญฉลาดดีกว่าขลาดกลัว
          ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (http://www.area.co.th) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและได้พาคณะข้าราชการไปศึกษาดูงานด้านนี้ในต่างประเทศหลายแห่ง ให้ความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ต่อข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ดังนี้:
          1. เก็บภาษีเฉพาะสิ่งปลูกสร้าง ข้อนี้เป็นการบิดเบือนความจริง คนที่มีทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ก็ควรเก็บภาษีทั้งสิ้น จะพยายามหลีกเลี่ยงไม่เสียภาษีกันให้ได้หรืออย่างไร
          2. ใช้ค่าเฉลี่ยแทนราคาประเมิน อันที่จริง ควรที่จะใช้ราคาตลาดเพราะราคาประเมินของทางราชการต่ำกว่าความเป็นจริงมาก แต่ไม่มีสัดส่วนที่แน่นอนว่าต่ำกว่าเท่าไหร่ ควรที่จะให้ประชาชนแจ้งราคาซื้อขายตามจริงโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมโอน เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงแจ้งต่ำกว่าความเป็นจริง ประเทศไทยก็จะมีฐานข้อมูลราคาซื้อขายที่แท้จริง
          3. ใช้อัตราขั้นต่ำเพียงราคาเดียว ไม่มีก้าวหน้า ข้อนี้ก็แสดงเจตนาไม่ต้องการเสียภาษีหรือเลี่ยงภาษีชัดเจน แต่สำหรับทรัพย์ทุกประเภทและทุกราคา ก็อาจผ่อนผันให้ใช้อัตราเดียวกันได้ ยกเว้นที่ดินเปล่าที่เก็บไว้โดยไม่พัฒนา ควรเก็บภาษีให้หนัก เพื่อให้อุปทานที่ดินมีมากขึ้น ราคาบ้านจะได้ไม่สูงเกินไป
          4. เอสเอ็มอีควรเก็บอัตราเดียวกับที่อยู่อาศัย ข้อนี้จะไม่มีปัญหาเลย หากเป็นการจัดเก็บตามราคาที่แท้จริง เช่น บ้านราคา 5 ล้าน กับตึกแถวประกอบธุรกิจราคา 5 ล้านบาท หรือที่นาราคา 5 ล้านบาท ก็ควรเก็บภาษีในอัตราเดียวกัน
          5. ที่ดิน-บ้านพักอาศัยดั้งเดิมที่ความเจริญตัดผ่าน ไม่ควรเสียภาษีเต็มอัตรา กรณีนี้เป็นการเลี่ยงภาษีชัดเจน ถ้าคนเกษียณมีบำนาญเดือนละ 20,000 บาทแต่กลับมีบ้านหลังหนึ่งราคา 100 ล้านบาทในใจกลางเมืองเพราะได้รับมรดกมา อาจไม่สามารถเสียภาษีได้ ข้อนี้ก็ควรขายบ้านเสีย จะอ้างความจนอย่างไม่ละอาย เพียงเพื่อไม่เสียภาษี แล้วค่อยเก็บไว้ให้ลูกหลาน คงไม่ได้ แต่หากขายไปแล้วได้เงินมา ไปซื้อบ้านที่อื่น จ้างพยาบาลคอยปรนนิบัติ ก็ยังเหลือเงินอีกมหาศาล ไม่ควรเอาเปรียบสังคม
          6. บ้านหลังที่ 2 ราคาถูกของคนต่างจังหวัดที่มาทำงานใน กทม. ควรยกเว้น ข้อนี้เป็นการพยายามทำเรื่องหยุมหยิม ทุกวันนี้ใครก็ตามมีทรัพย์เป็นห้องชุดราคา 100,000 บาท ก็ต้องเสียค่าส่วนกลาง จะพยายามหาเหตุเลี่ยงให้ตีความยากเอาเปรียบสังคม นับเป็นสิ่งไม่ดี
          7. ที่ดินตาบอด/ที่ดินที่ผังเมือง/กฎหมายอื่นๆ ห้ามพัฒนาควรยกเว้น อันที่จริงใครมีที่ดินตาบอดก็ควรขายเสีย ถ้ากลัวเสียเปรียบ รัฐก็อาจตั้งหน่วยงานมารับซื้อในราคาที่เป็นธรรม จะหาเรื่องเลี่ยงภาษี นับว่าไม่สง่างาม แต่หากมีการรอนสิทธิ์ใด ๆ รัฐควรจ่ายค่าทดแทนแก่ประชาชน ไม่ใช่เล่น "เถิดเทิง" แบบ "จับแพะชนแกะ" อย่างนี้
          8. ที่ดินที่ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่รับน้ำป้องกันน้ำท่วม ควรยกเว้น ข้อนี้ก็เช่นเดียวกับข้อ 8
          9. คลับเฮาส์ บริการสาธารณะในโครงการจัดสรร กรณีนี้ถ้าเป็นทรัพย์ส่วนกลาง ก็ไม่ควรเสียภาษี แต่ถ้ายังเป็นของนักพัฒนาที่ดิน เก็บไว้ใช้หาประโยชน์ทางธุรกิจ ก็ควรเสียภาษี ไม่ควรหลีกเลี่ยง เอาเปรียบสังคม
          คิดให้ดีเรื่องภาษีที่ดิน ไม่ควรกลัวจน "ขี้ขึ้นสมอง" ควรให้ความรู้แก่ประชาชนว่า ภาษีนี้ดี ยิ่งให้ ยิ่งได้ พอท้องถิ่นเจริญ มูลค่าทรัพย์ก็จะขึ้นมากกว่าภาษีที่เสียไปเสียอีก อย่าได้วิตกจนรัฐบาลต้องงัดมาตรการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะทำให้ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า
ที่มา: http://bit.ly/2wIMsx9


  ห้องชุด 3 แสน/ตรม. ปีนี้เพิ่งเปิด 3 โครงการ
โพสต์โดย: sopon4 - เมื่อวานนี้, 11:12 AM - หัวข้อ: สังคมและการเมือง - ไม่มีการตอบ

ที่ผ่านมาปีห้องชุดราคา 300,000 บาทต่อตารางเมตรไม่เกิน 10 โครงการ ปี 2560 นี้มีแค่ 3 โครงการ เพิ่งเปิดในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมนี้เอง ข้อมูลสำคัญนี้จะได้จากกการสำรวจที่จริงจังเท่านั้น
          ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (http://www.area.co.th) ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลแห่งเดียวที่เก็บข้อมูลมาอย่างต่อเนื่องแทบทุกวันในภาคสนามตั้งแต่ปี 2537 ให้ข้อมูลว่า ในรอบปีที่ผ่านมา เพิ่งมีห้องชุดราคาตารางเมตรละ 300,000 บาทขึ้นไปเปิดตัวเพียง 3 โครงการ โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมเท่านั้นเอง
          ทั้งนี้ 2 โครงการแรกที่เปิดในเดือนกรกฎาคม 2560 นี้ พัฒนาโดย บจก.สยามสินธร ชื่อสินธร ต้นสน และสินธร หลังสวน เป็นอาคารชุดขนาด 17 และ 14 ชั้น ราคาขายอยู่ระหว่าง 312,663 - 369,999 บาท (ราคาเริ่มต้น) ส่วนโครงการที่ 3 คือ เดอะโมนูเมนต์ ทองหล่อ ซึ่งเป็นของ บจก.บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้งโฟร์ (โครการที่ 4) มีห้องเพนท์เฮาส์ และห้องขนาด 3 ห้องนอนที่มีราคา 300,000 บาทต่อตารางเมตร ส่าวนห้องขชนาด 124.3 ตารางเมตร มีราคาขายเริ่มต้นที่ 242,020 บาทต่อตารางเมตร และชั้นสูง ๆ ขึ้นไป ราคาก็เพิ่มขึ้นตามลำดับ
          โดยรวมแล้ว มีห้องชุดราคา 300,000 บาทต่อตารางเมตรรวม 3 โครงการ จำนวน 206 หน่วย รวมมูลค่า 8,712 ล้านบาท แต่เมื่อตัด 100 หน่วยที่มีราคาเริ่มต้นที่ 242,020 บาทต่อตารางเมตรจำนวน 100 หน่วย ก็จะเหลือ 106 หน่วย รวมมูลค่า 5,705 ล้านบาท หรือเฉลี่ยหน่วยละเกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป สำหรับห้องชุดประเภทนี้ ผู้ซื้อมักเป็นชาวต่างชาติอยู่แล้ว และมีคนไทยที่ซื้อไว้หรือซื้อให้คนต่างชาติเช่าอยู่ด้วยเช่นกัน
          สำหรับในการขายพบว่าในจำนวน 106 หน่วยที่มีราคาขายต่อตารางเมตรเกิน 300,000 บาทนั้น ขายได้แล้ว (มีผู้จองซื้อ) ประมาณ 16 หน่วยในเดือนแรกที่เปิดขาย หรือขายได้ประมาณ 15% ถ้าเฉลี่ยแล้วขายได้ 10% ต่อเดือน ก็คงจะสามารถขายได้หมดในเวลาไม่เกิน 1 ปีเท่านั้น ดังนั้นที่คาดการณ์ว่าสินค้าประเภทนี้ จะขายได้ยาก คงเป็นการคาดการณ์ที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
          สินค้าแพงระยับเหล่านี้เหมาะกับผู้มีรายได้สูงที่คนทั่วไปต้อง "แหงนจนคอตั้งบ่า" เลยทีเดียว
ที่มา: http://bit.ly/2xlGaav


  ทิศทางและช่องทางต่อสู้เผด็จการอำมาตย์..ของประชาชนคนรักประชาธิปไตยรักความยุติธรรม..
โพสต์โดย: NightOwl - เมื่อวานนี้, 09:15 AM - หัวข้อ: สังคมและการเมือง - ไม่มีการตอบ

ในสังคม..มันมีครับ...คือต้องรวมกลุ่มกันส่งเสียงเรียกร้อง...ให้ดังไปทุกทิศทาง..

เมื่อเราเชื่อแล้วว่าในประเทศไทยความยุติธรรมล่มสลายแล้ว..ก็เป็นหน้าที่ของประชาชนต้องออกมาเรียกร้องการปฎิรูปศาล...

คดี "สังหารหมู่ 2553" ของนายมารค์นายเทือกหากไปฟ้องศาลไทย...เราก็รู้ว่ามันจะจบตรงไหน...

ดังนั้น....ต้องนำมันไปขึ้นศาลโลกหรือศาลอาญาพิเศษนานาชาติ....เพราะที่นั่นมีความยุติธรรม..

ขณะนี้มีกลุ่มคนไทยที่ตื่นตัวในเรื่องนี้ ที่เคยกังขาว่ามันจะฟ้องได้หรือเพราะจะไปติดนั่นติดนี่..

ตอนนี้ต่างก็เริ่มตาสว่างแล้วว่ามันมีช่องทางที่จะทำได้...ที่คิดว่าทำไม่ได้เพราะไม่รู้...

พตต. เสงี่ยม สำราญรัตน์ ผู้เปิดหน้าชนกับเผด็จการไทยได้ออกมาแนะแนวให้ความรู้กับประชาชนว่าท่านสามารถจะจัดการกับเผด็จการที่โกงบ้านกินเมืองได้อย่างไร...

ออกมาเป็นปากเป็นเสียงให้กับคนที่ไม่รู้..ได้รับรู้..แล้วก็ขอให้ช่วยกันแพร่กระจายออกไปในวงกว้าง...

งานฟ้องศาลโลก...กลุ่มคนไทยในต่างประเทศเขากำลังคิดทำกันอยู่....

คงจะมีข่าวดีออกมาให้ทราบกันในเวลาไม่นานเกินรอ...

คดี “สังหารหมู่ 53”  ขึ้นศาลไทยมา 7 ปีแล้วมาจบลงที่ฟ้องไม่ได้ ไม่มีอำนาจฟ้อง..มันทุเรศไหม.

เลยจำต้องหาทางเอามันไปศาลโลกสถานเดียว...กฎหมายเขามีอยู่...ซึ่งทำได้..ทำได้แน่นอน...

ติดตามคลิปของพตต.เสงี่ยม สำราญรัตน์..ไปเรื่อยๆ...แล้วจะรู้เอง...

เชิญชมคลิปจาก พตต เสงี่ยม สำราญรัตน์ครับ :

ออกอากาศ วันที่ 18 ก.ย. 2017
https://www.facebook.com/sangian.samranr...102105521/

ออกอากาศ วันที่ 19 ก.ล. 2017
https://www.facebook.com/sangian.samranr...328730965/


  ขณะนี้เรายอมรับกันไหมว่า..ระบบยุติธรรมไทยมันล่มสลายแล้ว..มันล่มสลายแล้วจริงๆ..
โพสต์โดย: NightOwl - เมื่อวานนี้, 06:44 AM - หัวข้อ: สังคมและการเมือง - ไม่มีการตอบ

ขณะนี้เรายอมรับกันไหมว่า..ระบบยุติธรรมไทยมันล่มสลายแล้ว..มันล่มสลายแล้วจริงๆ...

คนที่ทำให้มันล่มสลายก็มีแต่คนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น....นับตัวได้...ที่มาทำให้ระบบมันล่มสลายแบบไร้ยางอาย..ไร้สำนึกในความรับผิดชอบ..เอาผลประโยชน์ส่วนตนเป็นใหญ่..

แต่ผมก็มีความเชื่อมั่นว่า..มันยังมีผู้พิพากษาอยู่เต็มประเทศที่มาทำหน้าที่ให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างสุจริตใจ เอาความยุติธรรมเป็นที่ตั้ง..แต่บางครั้งก็ต้องเจองานใบสั่งจากกลุ่มคนที่กุมอำนาจอยู่ หากไม่ทำก็จะโดนกลั่นแกล้ง ตำแหน่งหน้าที่การงานก็จะปิ๋วอันอาจหมายถึงความเจริญก้าวหน้าในตำแหน่งงานด้วย..

แต่ในที่สุดก็จะมีคนที่ทนอยู่กับระบบแบบี้ไม้ได้อีกต่อไปก็จะออกมาเปิดโปงตีแผ่ถึงระบบยุติธรรมในยุคนี้พร้อมกับให้ความเห็นว่าระบบยุติธรรมไทยต้องล้างบาง..

คลิปที่ผมเอามาให้ดูวันนี้เป็นคลิปของนายอุดม มั่งมีดี อดีต "ผู้พิพากษา" หัวหน้าคณะศาลฏีกา เคยเป็นหัวหน้าคณะคดีปกครองตั้งแต่ยังไม่มีศาลปกครอง ออกมายอมรับสารภาพ"ความยุติธรรมได้หายสาบสูญไปจากประเทศไทย" ไปแล้ว..
หายไปด้วยอำนาจน้ำมือใครเชิญเปิดฟังได้ความยาวแค่ 9 นาทีเอง...และต้องฟังหลายๆรอบ..

เชิญฟังครับ :

https://www.facebook.com/redtro.scanner....053125613/


  ถ้าจะให้สะใจ ก็ต้องบอกว่า ..No way, Jose !(อ่านว่าโฮเซ)..ที่จะให้คนลืม “ชินวัตร “ ...
โพสต์โดย: NightOwl - 09-19-2017, 02:06 PM - หัวข้อ: สังคมและการเมือง - ไม่มีการตอบ

ถ้าจะให้สะใจก็ต้องบอกว่า ..No way, Jose(อ่านว่าโฮเซ)..ที่จะให้คนลืม “ชินวัตร “  ฝรั่งเองก็เขียนข่าวถึงตระกูล "ชินวัตร" อย่างต่อเนื่อง..

แม้จะมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ๆ อ่านหัวข้อข่าวก็เข้าใจตลอดเนื้อข่าวแถมร่ายยาวๆปถึงอดีตตั้งแต่มีการรัฐประหารตั้งแต่กันยายน ปี 2549 เป็นต้นมาว่า Junta(อ่านว่าฮุนตา)หมายถึงเผด็จการทหาร..

อย่างที่เอามาให้อ่านกันวันนี้.....

ข่าวฝรั่งพาดหัวว่า... “The Shinawatras May Be Gone, But It’s Too Soon to Write Off Their Party in Thailand “

แปลเป็ไทยก็คงจะได้ความว่า....ถึง “ชินวัตร “ จะไปแล้วแต่มันก็เร็วเกินไปที่จะคิดว่าปราบพรรคเขาได้ราบคาบในประเทศไทย..

และอีกบรรทัดหนึ่งที่ว่า...”  The charges appeared, in part, like one way to crush Yingluck and her allies.”

แปลเป็นไทยก็หมายถึงว่า “ข้อหานั่นก็เพื่อที่จะบดขยี้นายกยิ่งลักษณ์และพันธมิตรของเธอ...

ฝรั่งเขารู้เรื่องการเมืองไทยไปถึงกึ๋น..แต่เขาจะแสดงตัวเป็นปฎิปักษ์กับรัฐบาลทหารโดยตรงไม่ได้นอกจากจะเสนอข่าวความจริงที่เกินขึ้นให้คนทั้งโลกได้รับรู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นที่เมืองไทย...เป็นนัยยะเตือนต่างชาติที่จะมาลงทุนในไทยด้วย...

ป.ล. อยากจะอธิบายตรงนี้หน่อย คำว่า "No way, Jose" นั้น No way แปลว่า “ไม่มีทาง” ส่วน “ Jose ” นั้นเป็นชื่อคนที่นิยมใช้กันมากในลาตินอเมริกา ทีหลังก็เอามาใช้เป็นคำแสลงเพราะมันคล้องจองกันแต่มันมีความหมายมากยิ่งขึ้นไปกว่าโนเฉยๆแบบ..Absolutely No way เลย

เชิญอ่านข่าวครับ :


The Shinawatras May Be Gone, But It’s Too Soon to Write Off Their Party in Thailand

Joshua Kurlantzick Monday, Sept. 18, 2017

Thais waited anxiously throughout the summer for the conclusion of the trial of former Prime Minister Yingluck Shinawatra, who was removed by a military coup in May 2014. The charges Yingluck faced—mismanaging a rice subsidy scheme that wound up losing some $8 billion—were somewhat unusual, since she was not personally accused of corruption in the program. In some ways, she was being charged with making bad decisions in government.

[Image: l_thailand_yingluck_protest_09182017.jpg]

Supporters of Thailand’s former prime minister, Yingluck Shinawatra, outside the Supreme Court after she failed to show up for a verdict, Bangkok, Thailand, Aug. 25, 2017 (AP photo by Wason Wanichakorn).

But a central objective of the junta since it took power has been to eradicate the influence of the Shinawatra family in Thai politics by breaking the bond between them and their base of mostly rural supporters. Populist policies, such as the rice subsidy scheme, are key to that bond, having been championed by Yingluck and her brother, former Prime Minister Thaksin Shinawatra, for 17 years now. The charges appeared, in part, like one way to crush Yingluck and her allies.

Yingluck’s supporters expected her to show up in court on Aug. 25 to hear the verdict and accept whatever ruling came down. She had remained in Thailand since the coup. In July, she posted on Facebook, “I’m still strong, and ready to fight to prove my innocence.” Thousands of her supporters trekked to the court in Bangkok to wait for the decision.

By late morning, it became apparent Yingluck wasn’t going to appear in court. In her absence, the court postponed the verdict until Sept. 27, although no one thinks the former prime minister will show up then, either.

No one knows for sure where she is right now, but reports suggest she fled Thailand several days before the court’s August decision, probably to neighboring Cambodia. She is likely to wind up in Dubai, where her brother lives, having fled Thailand himself nine years ago.

Yingluck’s flight was the best possible outcome of the case for the junta, which may have known about her plans and allowed Yingluck to flee. Some military leaders reportedly had worried that jailing Yingluck could have made her a martyr and actually boosted her Pheu Thai Party’s popularity before elections that are supposedly going to be held in 2018, riling up the rural base and sparking higher turnout. There was also a slim possibility that, if Yingluck had come to court, she could have been found not guilty, which would have been an embarrassment for the generals. Or, she could have come to court, been found guilty and gotten some kind of suspended sentence, which still might have angered Pheu Thai supporters and provoked sympathy for Yingluck.

The junta can now claim that Yingluck and her party really were terrible, corrupt managers of the country’s purse—and that they flout Thai justice. The same day Yingluck didn’t appear in court, her former commerce minister was sentenced to 42 years in jail on related charges. Junta leaders can lump Yingluck in with her brother, a telecommunications tycoon who skipped bail when he fled in 2008, instead of facing corruption charges that he also claimed were political.

Some Thai observers are suggesting that the Shinawatra family is done with politics, while leaving open the question of whether Yingluck’s exit has crippled her party, too. Greg Raymond of Australian National University called Yingluck’s flight “the end of the Shinawatras,” though he admitted that their ability to appeal to the rural masses and reduce Bangkok’s influence had changed Thai politics forever.

But any political obituaries for the Pheu Thai Party seem dubious. Despite various name changes over the past 17 years, the party has remained the same Thaksinite, populist organization—one that can rebound from defeats by the armed forces. It has shown that it can win elections in highly charged political climates, with its top leaders jailed or in exile. In 2007, in fact, a year after a previous coup ousted Thaksin from his post as prime minister, Pheu Thai—then called the People’s Power Party—won a significant victory in national elections that put it again in control of parliament.

Over the years, Pheu Thai has proven able to survive without a Shinawatra at the helm, suggesting that it has a deep reservoir of support for its populist ideas.

Now, in the run-up to potential elections in 2018, Pheu Thai will face even tougher repression than it did a decade ago, and the junta may maneuver to help more pro-military parties during campaign season. Yet as in 2007, Pheu Thai retains by far the most impressive get-out-the-vote operation in the country. The second most popular party, the Democrat Party, has not been able to win a national election in 20 years.

In addition, over the years Pheu Thai and its previous iterations have proven able to survive without a Shinawatra at the helm, suggesting that it has a deep reservoir of support for its populist ideas. Three years of junta rule are unlikely to destroy the backing for Pheu Thai’s policies: historically, large-scale social welfare programs, cheap credit and a more equitable use of Thailand’s budget, so that the state supports development outside of Bangkok and its environs, which are far richer than the rest of the country. The junta has instead tried to copy some of Pheu Thai’s populist rhetoric, to little avail.

To be sure, the Shinawatras are the most famous people in the party leadership, and it helps to have a Shinawatra at the top of the ticket at election time. But in the 2007 vote, Pheu Thai won with Samak Sundaravej at its helm. A former Bangkok governor and deputy prime minister in a previous, pre-Shinawatra era government, Samak was a veteran politician with plenty of charisma. But he also had major liabilities. He was thin-skinned and had been dogged for decades by accusations that he helped foment violence by right-wing groups against student protesters in Bangkok in 1976.

Choosing Samak also showed that Pheu Thai’s top party members are relatively flexible and able to co-opt prominent Thai politicians who are not naturally aligned with the party’s priorities. Samak had been known as an archconservative, not historically a backer of populist economic and social policies. Still, he had built a relationship with top party leaders and pledged in 2007 to support their populist program as prime minister.

In some respects, Pheu Thai could actually be better off running for an election without any Shinawatras at the helm of the campaign. It could compete for votes in the north and northeast of Thailand and in poorer parts of Bangkok without having to face accusations from rival parties that Pheu Thai is simply a vehicle for Shinawatra-worship. In addition, the party still has a bench of potential leaders, like former party deputy Sudarat Keyuraphan or former Education Minister Chaturon Chaisang.

It’s unclear, though, whether an election will happen at all, let alone whether the junta would allow these other potential Pheu Thai leaders to lead. Chaturon, like many other party figures, still faces charges in military courts. Some observers think Yingluck fleeing will embolden the junta to step up its repression even further, arresting hundreds more top Pheu Thai members and supporters.

But with Yingluck likely out of Thailand, the junta may feel relieved and might even allow the 2018 election to proceed in a somewhat freer political environment than if Yingluck still resided in the kingdom. The armed forces may feel that Pheu Thai has been so crippled, it cannot pull off a big enough election victory to take the whole lower house of parliament. But given the party’s resilience in the past, underestimating the opposition would be a mistake.

Joshua Kurlantzick is senior fellow for Southeast Asia at the Council on Foreign Relations.


https://www.worldpoliticsreview.com/arti...n-thailand


  พหลโยธินช่วงต้น อีกหนึ่งสุดยอดทำเลขายดี
โพสต์โดย: sopon4 - 09-19-2017, 10:59 AM - หัวข้อ: สังคมและการเมือง - ไม่มีการตอบ

โซน I1 พหลโยธินช่วงต้นๆ แถวอนุสาวรีย์-สะพานควาย นับว่าห้องชุดขายได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
           ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (http://www.area.co.th) แถลงว่า โซน I1 พหลโยธินช่วงต้นๆ แถวอนุสาวรีย์-สะพานควาย มีสถิติการขายที่ดีมากที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นทำเลที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เพียงแต่ในขณะนี้มีพื้นที่จำกัดในการก่อสร้าง จึงอาจขึ้นโครงการได้ไม่มากนัก
           สินค้าในทำเลนี้มีแต่ห้องชุดพักอาศัยที่อยู่ในอาคารชุดที่ก่อสร้างขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา สินค้าที่มีราคาถูกและขายมานานแล้ว อาจจะขายได้ยากกว่า โดยมีจำนวน 136 หน่วย ขายแล้ว 98 หน่วย เหลืออยู่ 38 หน่วย และมีอัตราการขายเพียง 2.2% ส่วนสินค่าที่มีราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป ก็ขายได้ช้า โดยมีเพียง 10 หน่วย ขายไปแล้ว 3 หน่วย เหลืออยู่ 7 หน่วย คาดว่าขายได้ประมาณ 5% ต่อเดือน การที่เป็นสินค้าราคาแพง จึงอาจขายได้ช้า
           แต่สำหรับสินค้าที่มีราคาสูงกลับขายได้ดี เช่น ห้องชุดราคา 10-20 ล้านบาท มีอยู่ 655 หน่วย ขายได้แล้ว 345 หน่วย เหลือ 310 หน่วย ขายได้รวดเร็วถึง 29.7% ต่อเดือน นับว่าขายได้ดีที่สุด สินค้ากลุ่มใหญ่ที่สุดคือราคา 3-5 ล้านบาท มีอยู่ 2,520 หน่วย ก็ขายเหลือเพียง 438 หน่วย มีมูลค่าสูงถึง 9,605 ล้านบาท ก็ขายได้ถึงเดือนละ 11.6% ยิ่งกว่านั้นกลุ่มที่มีราคา 5-10 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวนใกล้เคียงกันคือ 2,455 หน่วย ก็ขายได้เดือนละ 18.1% นบว่าขายได้มากเช่นกัน
           ทำเลนี้อยู่ในทำเลใจกลางเมือง เดินทางได้สะดวกด้วยรถไฟฟ้า จึงทำให้เป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีแหล่งจับจ่ายใช้สอย และสำนักงานอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้บริหารที่ทำงานอยู่ในบริเวณใกล้เคียง สนใจซื้อที่อยู่อาศัยในพื้นที่นี้ ซึ่งก็มีขายเฉพาะห้องชุดพักอาศัย เพราะราคาที่ดินแพงมากแล้ว ตกเป็นเงินตารางวาละ 0.8-1.0 ล้านบาทมากแล้ว โอกาสที่จะพัฒนาเป็นอื่นจึงมีจำกัด
           ในกรณีนี้รัฐบาลควรอนุญาตให้มีการก่อสร้างอาคารสูงโดยให้สัดส่วนพื้นที่ก่อสร้างต่อพื้นที่ดิน (Flloor Area Ratio) สูง ๆ เพื่อให้ประหยัดต้นทุนในการก่อสร้าง เพราะในทำเลนี้มีรถไฟฟ้า และในโอกาสที่ได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มขึ้น ก็ควรเสียภาษีมากขึ้น เพื่อนำรายได้มาพัฒนาท้องถิ่นโดยเฉพาะระบบขนส่งมวลชนและอื่น ๆ ต่อไป
ที่มา: http://bit.ly/2xhRF2G


  ทำเลที่อยู่อาศัยที่น่าห่วงที่สุดในกรุงเทพฯ
โพสต์โดย: sopon4 - 09-19-2017, 08:09 AM - หัวข้อ: สังคมและการเมือง - ไม่มีการตอบ

โซนสาย 7-ปิ่นเกล้า-เพชรเกษม สถานการณ์การขายน่าห่วงที่สุด จะซื้อ จะสร้าง จะขายโครงการที่อยู่อาศัยแถวนี้พึงให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ
           ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (http://www.area.co.th) ให้ความเห็นต่อพื้นที่หรือโซนที่น่าห่วงใยที่สุดจากผลการสำรวจของศูนย์ข้อมูลฯ ซึ่งดำเนินการสำรวจและแยกแยะทำเลกรุงเทพมหานครออกเป็น 78 ทำเลพบว่า ในบริเวณใกล้แยกพุทธมณฑลสาย 7 - ปิ่นเกล้า - เพชรเกษม เป็นบริเวณที่ "เงียบกริบ" ที่สุด ก็ว่าได้ การขายสินค้าช้าเป็นพิเศษ ทั้งนี้เป็นผลจากการประเมิน ณ กลางปี 2560 (สิ้นเดือนมิถุนายน)
           ผลการสำรวจพบว่าในบริเวณนี้มีขายบ้านเดี่ยวในกลุ่มราคา 2-3 ล้าน และ 3-5ล้าน รวม 403 หน่วย แต่ขายได้เป็นส่วนใหญ่ถึง 80.4% แล้ว อย่างไรก็ตามปรากฏว่าการขายค่อนข้างช้า โดยเฉพาะในระดับราคา 3-5 ล้านบาท ขายได้เพียงเดือนละ 0.9% เท่านั้น ส่วนบ้านแฝด ก็มีขายในระดับราคา 2-3 ล้านบาท จำนวน 34 หน่วย เหลือถึง 27 หน่วย อัตราการขายเดือนละ 0.5% เท่านั้น
           กลุ่มทาวน์เฮาส์ก็มีจำนวนน้อยเพียง 37 หน่วย ขายในราคา 1-2 ล้านบาท ปรากฏว่ายังเหลืออยู่ 25 หน่วย แสดงว่าขายได้เพียงเดือนละ 1.4% เท่านั้น ที่ดินจัดสรรราคา 1-2 ล้านบาท ในย่านนี้ก็มีถึง 540 หน่วย แม้จะขายไปส่วนใหญ่คือ 398 หน่วย แต่ที่เหลือขายอืดมาก คือขายได้เดือนละ 0.3% เท่านั้น ท่าทางคงจะ "ไปต่อ" ได้ยาก และที่ดินจัดสรรจำนวนมากนี้จึงดึงให้อัตราการขายโดยรวมเป็นเพียง 1% ต่อเดือน
           สินค้ากลุ่มที่ขายได้ดีคือตึกแถว หรืออาคารพาณิชย์ ที่มีจำนวน 137 หน่วย แต่ที่ขายดีมีราคา 5-10 ล้านบาทจำนวน 27 หน่วย ขายเหลือเพียง 2 หน่วย มีอัตราการขายเดือนละ 4.2% ซึ่งถือว่าสูงที่สุด คงเป็นเพราะเป็นสินค้าที่มีศักยภาพจริง อย่างไรก็ตามสินค้าอื่นขายได้ค่อนข้างช้า บริเวณนี้จึงเป็นบริเวณที่ต้องแสดงความห่วงใยเป็นพิเศษ ผู้ที่คิดหาซื้อที่อยู่อาศัยในทำเลนี้จึงพึงสังวร รวมทั้งสถาบันการเงิน และผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินด้วย
           อย่างไรก็ตามหากในอนาคตอาจจะขายได้ดีขึ้นกว่านี้ และมีศักยภาพมากกว่านี้หากมีโครงการสาธารณูปโภคที่ดึงดูดการลงทุน แต่เสียดายในขณะนี้ยังไม่มีโครงการที่ชัดเจนใดๆ ดังนั้นทำเลนี้จึงยังอาจจะเงียบเหงาต่อไป
ที่มา: http://bit.ly/2xeEEXv


  ภายในสามปีนับจากนี้ จะมีประเทศเกิดใหม่ในเอเชียหนึ่งประเทศ..ประเทศไรหว่า..
โพสต์โดย: NightOwl - 09-19-2017, 05:38 AM - หัวข้อ: สังคมและการเมือง - ไม่มีการตอบ

ภายในสามปีนับจากนี้ จะมีประเทศเกิดใหม่ในเอเชียหนึ่งประเทศ..ประเทศไรหว่า..

คุณ chalee ได้ตั้งกระทู้ในเว็บประชาทอลค์ได้จั่วหั่วกระทู้ไว้ว่า...

“ ภายในสามปีนับจากนี้ จะมีประเทศเกิดใหม่ในเอเชียหนึ่งประเทศ “ และต่อด้วยว่า..

“ประเทศนี้จะมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสากล

ประเทศนี้จะไม่มีกำลังทหารเป็นของตัวเอง (ดูแลโดยกองกำลังสหประชาชาติ)

ประเทศนี้จะมีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ และเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนา

ประเทศนี้ในที่สุดจะได้ชื่อว่าเป็นสวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเซีย “

ก็มีคนมาออกความเห็นประมวลได้ตามนี้....

"ลม ลม แล้ง แล้ง "

" ตอแหลแลนด์ "

" สามปีเท่านั้นหรือ?....เอ้า....จะรอดู "

" ประชากรได้รับสัญชาติจีนโดยอาณานิคม "

" แล้วก็มีประธานาธิบดีแม่นบ่?? . ."

" จะมีหรือไม่มี ไม่สนแล้ว . . ขอเวลาง้อเด็กก่อน! กำลังมีงอน!! . ."

" คงฟังพวกสนามหลวงมากเกิน ลด ๆ ไปฟังคนอื่นบ้าง จะได้ไม่ฝันกลางฤดูฝน "

ส่วนผมนั้นได้ออกความเห็นไปว่า.....

คลิกอ่านกระทู้นี้มาแต่วันแรกชั่วโมงแรกที่โพสต์แล้ว...

จะตอบรึก็ยังอยากจะฟังความเห็นของท่านอื่นๆอยู่ รวมทั้งของเจ้าของกระทู้ที่จะมาเสริมเพิ่มเติมด้วย...แต่ก็ยังไม่มาสักที....

ก็อยากจะขอตอบตามความคิดที่ผุดขึ้นมาในสมองตั้งแต่เห็นกระทู้นี้....

อ่านดูเหตุผลแต่ละข้อแล้ว...น่าจะเป็น.."ประเทศล้านนา " เป็นแม่นมั่น ด้วยเหตุผลที่ว่า....

" ประเทศนี้ในที่สุดจะได้ชื่อว่าเป็นสวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเซีย "

[Image: 800px-3_kings_monument.JPG]


เพราะมันไม่มีทางออกทะเล ภูมิประเทศก็เป็นป่าเขาและพื้นราบ..

เหตุผลที่ผมคิดว่าน่าจะเป็น "ล้านนา " เพราะผมเคยเขียนโพสต์ไว้นานแล้วตามที่เอามาให้ดูข้างล่าง..

นี่ถ้าผมมีอายุถอยหลังไป 10-20 ปีผมคงจะมีชื่ออยู่ในกลุ่มขบวนการกู้ชาติใหม่แน่...55555


ผมเคยเขียนไว้อย่างนี้...
สวิตเซอร์แลนด์….อีสาน-ล้านนาน่าจะเอาอย่าง....
February 19, 2011 at 11:34pm
https://www.facebook.com/rsrc.php/v3/yf/...vXYV_O.png

สวิตเซอร์แลนด์….อีสาน-ล้านนาน่าจะเอาอย่าง....



สวิตเซอร์แลนด์ประเทศเล็กๆในยุโรป ไม่มีทางออกทะเล แต่ประชาชนก็มั่งมีศรีสุข..



สวิตเซอร์แลนด์ เป็นประเทศที่มีเนื้อที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 133 ของโลกมีเนื้อที่แค่ 41290 ตรางกิโลเมตรเท่านั้น



ประเทศไทยใหญ่เป็นอันดับ 49 มีเนื้อที่ทั้งหมด 514000 ตรางกิโลเมตร



พม่าอยู่ในอันดับ 39 มีเนื้อที่ 678500 ตรางกิโลเมตร



สิงค์โปร อยู่ในอันดับ 175 มีเนื้อที่ 692.70 ตรางกิโลเมตร



สวิตเซอร์แลนด์ นอกจากไม่มีทางออกทะเลแล้ว ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญก็มีเพียง



หินแกรนิต หินปูน และหินที่ใช้ในการก่อสร้างเท่านั้น พื้นที่ของประเทศ 70% ก็เป็นภูเขา



แม่น้ำก็มี แม่น้ำไรน์ แม่น้ำโรน แม่น้ำทีซิโน แม่น้ำอิน



ประชากรมีประมาณ 7.5 ล้านคน รายได้ต่อหัวเป็นรองแค่ญี่ปุ่นกับสหรัฐอเมริกาเท่านั้น



เขาทำได้อย่างไร……เพราะเขาไม่มีระบบศักดินาอำมาตย์เหมือนบ้านเราไงครับ



เขาให้การศึกษากับประชาชนของเขา เอาความรู้มาพัฒนาประเทศ ไม่ใช่เอาไปรับใช้ศักดินาอำมาตย์อย่างบ้านเรา



อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลของสวิตเซอร์แลนด์เป็นอุตสาหกรรมที่ดีที่สุดในโลก



แม้จะขาดแคลนวัตถุดิบก็จะนำเข้าแล้วส่งออกไปในรูปของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ



ภาคอุตสาหกรรมของสวิตเซอร์แลนด์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง



แม้ประเทศจะมีขนาดเล็กแต่มีบริษัทข้ามชาติมากมายที่ตั้งอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ อาทิ ด้านอาหาร (Nestle)



เวชภัณฑ์ (Novartis, Roche) วิศวกรรม (ABB) อุตสาหกรรมเครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ และเวชภัณฑ์



ทำรายได้จากการส่งออกสูงสุดของสวิตเซอร์แลนด์



การจ้างงานภาคอุตสาหกรรมกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในภาคการผลิตสินค้าพวกเครื่องจักรกล เครื่องไฟฟ้าและเครื่องเหล็ก



คนไทยมีภูมิปัญญาด้อยกว่าชาวสวิตเซอร์แลนด์ตรงไหน…? ..เปล่าเลยครับ



ภูมิปัญญาเราไม่ได้ด้อยไปกว่าเขา แต่ระบบการปกครองของเรามันทำให้ชาติของเราไปไม่ถึงไหน



70 กว่าปีตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมา ถ้ารัฐบาลเอาใจใส่ส่งเสริมในเรื่องการศึกษาเรื่องเดียว



ประเทศไทยป่านนี้ก็เป็นประเทศหาอำนาจไปแล้ว ไม่เป็นอย่างปัจจุบันนี้



นี่เป็นเพราะไปกราบไหว้นับถือผีสางเทวดาแท้ๆ แล้วก็ไอ้พวกที่มันก่นด่าให้เรานับถือน่ะ



ถามจริงๆเถอะมันจะมีซักกี่คนที่สามารถมอบกายถวายชีวิตให้ได้….พวกมันนั่นแหละตัวดี



นี่ถ้าหากอีสานล้านนาจะแยกตัวมาปกครองตนเองเป็นรัฐอิสระแล้ว



ผมว่าประชากรของอีสานล้านนาจะได้เป็นอย่างชาวสวิตเซอร์แลนด์แน่ๆ



พื้นที่ ภูมิศาสตร์ วัตถุดิบ ของเราเป็นต่อหลายขุม ได้คนเก่งอย่างทักษิณมาบริหารประเทศแล้ว



โอย….นึกแล้วอยากจะมีพาสปอร์ตใหม่พรุ่งนี้ มะรืนนี้เสียเลย



เห็นใจผมเถอะครับ….ผมเบื่อศักดินาอำมาตย์เต็มทน….!!!



You are visitor no. :   Theme © 2014 iAndrew  
Powered by: MyBB, © 2002-2017 MyBB Group.