ยินดีต้อนรับ, บุคคลทั่วไป
คุณจะต้อง ลงทะเบียน ก่อนที่คุณจะสามารถโพสต์ในเว็บไซต์ของเรา

อีเมล:
  

รหัสผ่าน
  





ค้นหาหัวข้อ

(การค้นหาขั้นสูง)

สถิติฟอรั่ม
» สมาชิก: 216
» สมาชิกล่าสุด: lauraschuler
» กระทู้: 6,117
» โพสต์: 9,388

สะถิติเต็มรุปแบบ

กระทู้ล่าสุด
ไอ้นุง่ามงาม..ไอ้ห่าราก.....
หัวข้อ: สังคมและการเมือง
06-14-2019, 04:34 AM
» ตอบกลับ: 0   » อ่าน: 137
ผมเอาด้วย : วัฒนา เมืองสุ...
หัวข้อ: สังคมและการเมือง
06-12-2019, 06:50 AM
» ตอบกลับ: 0   » อ่าน: 146
ฮ่องกงชุมนุมเรือนล้านค้าน...
หัวข้อ: สังคมและการเมือง
06-10-2019, 06:23 AM
» ตอบกลับ: 0   » อ่าน: 54
ผู้แทนฯ อำนาจนิยมผู้เชื่อ...
หัวข้อ: สังคมและการเมือง
06-10-2019, 06:18 AM
» ตอบกลับ: 0   » อ่าน: 39
สิบเหตุผลที่ “ประยุทธ์” ไ...
หัวข้อ: สังคมและการเมือง
06-10-2019, 06:09 AM
» ตอบกลับ: 0   » อ่าน: 36
โพสต์นี้เมื่อ 5 ปีมาแล้ว....
หัวข้อ: สังคมและการเมือง
06-09-2019, 07:32 AM
» ตอบกลับ: 0   » อ่าน: 195
มันชัดเจนแจ่มแจ้งแล้วว่าค...
หัวข้อ: สังคมและการเมือง
06-08-2019, 07:19 AM
» ตอบกลับ: 0   » อ่าน: 178
ชัดเจนแล้ว:มันคือสภาตะหาน...
หัวข้อ: สังคมและการเมือง
06-06-2019, 04:32 AM
» ตอบกลับ: 0   » อ่าน: 158
เช้านี้(วันที่ 5)ขอทวนกระ...
หัวข้อ: สังคมและการเมือง
06-04-2019, 04:38 PM
» ตอบกลับ: 0   » อ่าน: 218
เชิญแวะชิมร้านข้าวต้มปลาก...
หัวข้อ: อาหารพื้นเมือง : “ ไส้อั่วเชียงใหม่ สั่งได้ "
06-04-2019, 05:45 AM
» ตอบกลับ: 0   » อ่าน: 115

 
  ไอ้นุง่ามงาม..ไอ้ห่าราก...เมิงเป็นพ่อของแผ่นดินเหรอ...ที่ประชาชนต้องเอาเมิงว่า..
โพสต์โดย: admin - 06-14-2019, 04:34 AM - หัวข้อ: สังคมและการเมือง - ไม่มีการตอบ

ไอ้นุง่ามงาม..ไอ้ห่าราก...เมิงเป็นพ่อของแผ่นดินเหรอ...ที่ประชาชนต้องเอาเมิงว่า..


ก่อนอื่นผมต้องขอประทานอภัยที่ใช้ภาษาไม่สุภาพเพราะผม เหลือทน แล้วต้องแสดงออกเพื่อระบายอารมณ์...จากที่มันว่า คำสั่งตั้ง กรรมการสรรหาส.ว. ไม่ลงราชกิจจาฯ  ไม่ผิด แจงเป็นเรื่องภายใน ประชาชนไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ยันไม่มีกรรมการคัดเลือกตัวเอง!! ที่ปรากฏตามสื่อทั่วไป...

[Image: ex8K7fU.jpg]

คือเมื่อผมมีความรู้สึกเกลียดชังไอ้นี่ที่ไรผมจะนึกถึงภาพเอกยุทธ อัญชัญบุตรที่โดนอุ้มฆ่าแล้วฝังจนขึ้นอืด...เรื่องราวเขาเป็นยังไงไปค้นหาในกูเกิ้ลได้..

ณ ตอนนี้...เอาเป็นว่า..ประชาชนฝั่งประชาธิปไตยรู้แจ้งเห็นจริงกันหมดแล้วนะว่าใครเป็นผู้มีอำนาจเหนืออำนาจหรือผู้กำกับทิศทางเดินของประเทศนี้...

ปายุด เป็นแค่ตัวละครเอกตัวหนึ่ง..มันหลุดออกไปก็จะมีคนจากฝ่ายผู้กำกับมาแทนที่...และฝ่ายประขาธิปไตยเรายังจะต้องสู้ไปอีกนานนอกจากจะมีการยินยอมพร้อมใจกัน เผด็จศึกคว่ำมันให้สิ้นซาก..

แต่เราจะสู้อย่างไร....

ถึงตรงนี้ผมขอท้าวความหน่อย...คือเมื่อครั้งที่ผมถูกชักชวนไปฟังการจะจัดตั้งพรรคการเมืองของพรรคอนาคตใหม่โดยจะมี อ.ปิยบุตร แสงกนกกุลมาเป็นวิทยากร..

ผมไปเพราะเพื่อนชวนและอีกอย่างหนึ่งผมเลื่อมใสในความคิดความอ่านของอ.ปิยบุตรจากงานเขียนและความรู้เรื่องทางกฎหมายของท่าน..

เมื่อได้ฟังวิสัยทัศน์ของอ.ปิยบุตรที่ว่าเราจะสู้กับเผด็จการยังไงผมฟังแล้วก็เห็นด้วยจึงตัดสินใจเข้าร่วมเป็นชาว อนาคตใหม่ ด้วยเหตุผลที่อ.ปิยบุตรได้กล่าวสรุปไว้ดังนี้...

การจะต้อสู้กับเผด็จการนั้นจะต้องเริ่มในรัฐสภาซึ่งจะเป็นเวทีที่ประชาชนจะสามารถวิจารณ์ตรวจสอบและเสนอแนะการทำงานของรัฐบาลซึ่งประชาชนก็จะได้มีส่วนร่วมรับรู้และเสนอแนวทางแก้ไขไปด้วยและในเวลาเดียวกันประชาชนที่สนับสนุนก็สามารถที่จะต่อสู้นอกสภาไปพร้อมๆกัน(ไม่ใช่การไปจับอาวุธสู้)ได้โดยการส่งเสียงประท้วงแสดงพลังตามวิถีประชาธิปไตยโดยไม่ต้องเกรงกลัวหรือคำขู่อำนาจมืดต่างๆ ซึ่งพลังเสียงจากประชาชนเท่านั้นจึงจะสยบเผด็จการได้

จากวันนั้น..วันที่ผมได้ยินอ. ปิยบุตรจนถึงวันนี้ก็เกือบ 2 ปีแล้ว พรรคอนาคตใหม่ ได้ก้าวหน้าไปไกลมากแม้จะเจออุปสรรคนานับประการกลายมาเป็นพรรคใหญ่อันดับสามของประเทศได้..ทั้งนี้เป็นเพราะการยืนหยัดที่แน่วแน่ในอุดมการณ์

การเลือกตั้งผ่านพ้นไปพรรคฝ่ายประชาธิปไตย 7 พรรคที่ประกาศยืนยันยึดมั่นในเจตนารมณ์ที่ประชาชนได้ตัดสินใจเลือกพวกเรามา และยืนยันว่าเรายังยึดมั่นในสิ่งที่ได้แถลงต่อประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่พยายามให้ประเทศไทยกลับสู่สภาวะที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ไม่ต้องการเห็นการสืบทอดอำนาจและจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมายเลือกตั้ง ให้เข้าสู่สภาวะปกติ โดยจะจับมือกันทำหน้าที่ในสภาฯ อย่างสมบูรณ์ที่สุด

เมื่อมีการประกาศดังว่ามันก็มาเข้าทางที่อ.ปิยบุตรเคยว่าไว้แล้วมันเป็นเป็นหน้าที่ของเราฝ่ายประชาธิปไตยต้องร่วมมือกันสนับสนุนการต่อสู้ทุกทาง..ที่จะสามารถปลดแอกประเทศไทยได้ด้วยการมีประชาธิปไตยเต็มร้อยตามอารยะประเทศที่เจริญแล้วเขามีกัน...

โปรดรอผู้แทนฝ่ายประชาธิปไตยของเราไปเริ่มทำงานในสภา...

คอยชื่นชมพร้อมที่จะสนับสนุนไปด้วยกันนะครับ....

เผด็จการจงพินาศ  ประชาธิปไตยจงเจริญ....!


  ผมเอาด้วย : วัฒนา เมืองสุข ปลุกประชาชน แสดงพลังร่วมแก้ รธน. เพื่อไทย พร้อมเป็นหัวหอก
โพสต์โดย: admin - 06-12-2019, 06:50 AM - หัวข้อ: สังคมและการเมือง - ไม่มีการตอบ

ผมเอาด้วย : วัฒนา เมืองสุข ปลุกประชาชน แสดงพลังร่วมแก้ รธน. เพื่อไทย พร้อมเป็นหัวหอก

มันต้องอย่างนี้..นักสู้ฝ่ายประชาธิปไตยไหนออกนำ....ผมเอาด้วย..
[Image: 4DQpjUtzLUwmJZZPGTgM3SCt7LVo5nwtghSK3vWogri2.webp]
และจะไปถ้ามีการกิจกรรมอย่างเดียวกันหรือคล้ายกันในท้องถิ่นที่ผมอยู่...เพราะจะไปได้สะดวกและจะช่วยเผยแพร่ให้กระจายในโซเชี่ยล...

ขอให้ไปเปิดล่ารายชื่อใน  https://www.change.org/  เลยผมคนหนึ่งละที่จะไปร่วมลงรายชื่อ...

เชิญอ่านข่าวครับ :

 

วัฒนา เมืองสุข ปลุกประชาชน แสดงพลังร่วมแก้ รธน. เพื่อไทย พร้อมเป็นหัวหอก



โดย ไทยรัฐออนไลน์

11 มิ.ย. 2562 18:11 น.

 

นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ปลุกประชาชน แสดงพลังร่วมแก้ รธน. พรรคเพื่อไทย ขอเป็นหัวหอกรวบรวมรายชื่อ หวัง ผุด สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจาก ปชช. แก้รธน. ให้ลุล่วง



วันที่ 11 มิ.ย. นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ความบิดเบี้ยวทางการเมืองที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้องค์กรอิสระและเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นเครื่องมือโกงการเลือกตั้ง บิดเบือนวิธีนับคะแนนจนได้ ส.ส. แบบปัดเศษ เอามายกมือหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือการที่ ส.ว. ที่มาจากเผด็จการมีสิทธิโหวตเลือกนายกฯ จนได้รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ มาทะเลาะแย่งกระทรวงกัน ทั้งหมดคือผลพวงที่เกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงที่เผด็จการใช้เป็นเครื่องมือโกงอำนาจประชาชน การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ด้วยวิธีปกติไม่อาจทำได้เพราะถูกปิดช่องทางไว้หมด ยกเว้นประชาชนจะแสดงพลังสนับสนุนการแก้ไข ปรากฏการณ์ของผู้ชุมนุมหลายแสนคนที่เกาะฮ่องกง ที่ออกมาประท้วงการออกกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนฉบับใหม่ คือ การแสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวทางการเมือง และการออกแรงเพื่อรักษาสิทธิเสรีภาพของตัวเอง ที่แม้ตนอาจไม่ได้เป็นผู้ถูกกระทำโดยตรง แต่หากเห็นว่ามีความอยุติธรรมเกิดขึ้น เป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะช่วยกันต่อสู้ เพื่อปกป้องสิทธิ เสรีภาพและหลักนิติธรรมให้คงอยู่กับสังคมนั้นต่อไป



นายวัฒนา ระบุว่า วันนี้บ้านเมืองถูกปล้นหลักการประชาธิปไตยด้วยรัฐธรรมนูญที่เอื้อประโยชน์ต่อการสืบทอดอำนาจ จึงถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องแสดงความเป็นเจ้าของประเทศเพื่อรักษาสิทธิที่จะได้ปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ พรรคเพื่อไทย จะเดินหน้าร่วมกับพรรคการเมืองที่รักประชาธิปไตย รวบรวมรายชื่อประชาชนให้ครบ 50,000 ชื่อ เพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยการตั้ง สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน การแก้ไขจะสำเร็จลงได้ด้วยประชาชนพร้อมใจกันลงแรงเพื่อความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

  

https://www.thairath.co.th/news/politic/...FuL1-Bfqw4


  ฮ่องกงชุมนุมเรือนล้านค้านร่าง กม.ส่งตัวนักโทษข้ามแดน-หวั่นจีนใช้จัดการฝ่ายต่อต้าน
โพสต์โดย: admin - 06-10-2019, 06:23 AM - หัวข้อ: สังคมและการเมือง - ไม่มีการตอบ

ฮ่องกงชุมนุมเรือนล้านค้านร่าง กม.ส่งตัวนักโทษข้ามแดน-หวั่นจีนใช้จัดการฝ่ายต่อต้าน

ในช่วงวันหยุดเทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง-แข่งเรือมังกร ชาวฮ่องกงจัดชุมนุมครั้งใหญ่ มีผู้เข้าร่วมเรือนล้านคน เพื่อประท้วงร่างกฎหมายส่งตัวนักโทษข้ามแดนระหว่างจีน-ฮ่องกง นับเป็นการประท้วงที่มีจำนวนผู้เข้าร่วมมากที่สุดในประวัติศาสตร์หลังยุคอาณานิคมของฮ่องกง โดยผู้จัดการชุมนุมหวั่นจีนใช้อำนาจส่งตัวนักโทษข้ามแดนโดยไม่ผ่านกระบวนการกฎหมาย

[Image: 48030434546_2dd42984c8_o.jpg]

ผู้ชุมนุมต่อต้านร่างกฎหมายส่งตัวนักโทษข้ามแดน เมื่อ 9 มิ.ย. ที่ฮ่องกง (ที่มา: HKFP/Apple Daily)

ในรายงานของ HKFP ผู้จัดการชุมนุมประเมินว่าในการประท้วงต่อต้านกฎหมายส่งตัวนักโทษข้ามแดนระหว่างจีน-ฮ่องกง-ไต้หวัน เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมา มีประชาชนเข้าร่วมราว 1,030,000 คน กลุ่มผู้ประท้วงรวมตัวกันที่สวนสาธารณะวิคตอเรีย ในคอสเวย์เบย์ ผู้ชุมนุมมีจำนวนมากจนทำให้ตำรวจต้องขอให้เริ่มเดินขบวนก่อกำหนดการบ่าย 3 โมงเพื่อลดความคับคั่งของฝูงชน


การประท้วงในครั้งนี้ยังมีการใช้แฮชแท็ก #NoToChinaExtradition โดยจำนวนผู้ชุมนุมเรือนล้านนับเป็นจำนวนร้อยละ 14 ของประชากรในฮ่องกงทั้งหมด ขณะที่ตัวเลขของตำรวจประเมินว่ามีผู้ชุมนุมสูงสุดในช่วงเดินขบวนราว 270,000 คน

การชุมนุมในครั้งนี้มีขึ้นพร้อมกับที่องค์กรสื่อนานาชาติ 4 แห่งส่งสัญญาณเตือนว่ากฎหมายส่งนักโทษข้ามแดนระหว่างจีน-ฮ่องกงเป็นภัยต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและทำให้นักข่าวกับแหล่งข่าวเสี่ยงต่อระบบกฎหมายที่คลุมเครือและการถูกดำเนินคดีจาก "ข้อกล่าวหาที่กุขึ้นเอง" โดยทางการ

องค์กรสื่อทั้ง 4 แห่ง ได้แก่สมาพันธ์เพื่อผู้สื่อข่าวนานาชาติ, องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน, คณะกรรมการเพื่อการคุ้มครองผู้สื่อข่าว และสมาคมผู้จัดพิมพ์แห่งเอเชีย ต่างก็ออกแถลงการณ์ของตัวเองเรียกร้องให้รัฐบาลฮ่องกงยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนเนื้อหาในกฎหมายให้มีการอุดช่องโหว่เพื่อป้องกันไม่ให้มีการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนตามอำเภอใจได้

นอกจากในระดับองค์กรแล้ว ผู้สื่อข่าวและอดีตผู้สื่อข่าวรวม 400 รายต่างก็ร่วมลงนามเรียกร้องโดยโฆษณาคำเรียกร้องขอให้ยกเลิกกกฎหมายนี้ผ่านสื่อหนังสือพิมพ์หมิงเปา

ก่อนหน้านี้ในเดือน ก.พ. ที่ผ่านมารัฐบาลฮ่องกงเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่อนุญาตให้ทางการสามารถจัดการกับการส่งตัวนักโทษข้ามแดนได้เป็นรายกรณีระหว่างฮ่องกง ไต้หวัน และจีนโดยไม่ต้องมีการทำข้อตกลงล่วงหน้า นั่นทำให้ผู้ว่าการฮ่องกงและศาลในฮ่องกงมีอำนาจส่งตัวนักโทษข้ามแดนโดยไม่ผ่านกระบวนการกฎหมาย เรื่องนี้ทำให้ทั้งทนายความ, นักข่าว, นักการเมืองต่างประเทศ และนักธุรกิจ ต่างก็มีความกังวลเรื่องการถูกหาเรื่องส่งตัวไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ในฐานะนักโทษข้ามแดน กฎหมายฉบับดังกล่าวนี้อาจจะเข้าสู่การลงมติพิจารณาครั้งสุดท้ายในช่วงก่อนหมดวาระสภานิติบัญญัติของฮ่องกงชุดนี้ภายในปลายเดือน ก.ค.

การประกาศเปลี่ยนแปลงกฎหมายส่งตัวนักโทษข้ามแดนนี้ยังจุดชนวนให้เกิดการอภิปรายเรื่องความเชื่อมั่นต่อระบบนิติบัญญัติของฮ่องกงและต่อระบบกฎหมายของจีน มีการลงนามต่อต้านกฎหมายนี้ทางออนไลน์ซึ่งหนึ่งในนั้นมีชื่อของผู้พิพากษาศาลสูงของฮ่องกง แพทริก ลี อยู่ในนั้นด้วย ถึงแม้ว่าเพื่อนร่วมงานของเขาจะเคยเตือนไม่ให้เขาเข้าร่วมการลงนามโดยอ้างเรื่องความเป็นกลางของตุลาการ นอกจากแพทริก ลีแล้วมีผู้พิพากษาระดับสูงในฮ่องกงรวม 3 ราย และทนายความชั้นนำรวม 12 ราย ร่วมกันประท้วงในเรื่องนี้เนื่องจากกังวลว่ากฎหมายใหม่นี้จะทำลายหลักนิติธรรมของฮ่องกง โดยที่น้อยครั้งคนทำงานด้านกฎหมายระดับสูงเหล่านี้จะทำการประท้วงทางการเมือง

การชุมนุมในวันที่ 9 มิ.ย. มาจากการจัดตั้งของกลุ่มแนวร่วมสนับสนุนประชาธิปไตยในฮ่องกงทุกฝ่ายรวมกันที่มีชื่อว่า "ซีวิลฮิวแมนไรท์ฟรอนต์" (Civil Human Rights Front) โดยมีคำขวัญของการประท้วงคือ "พิทักษ์ฮ่องกง" "ยุบกฎหมายชั่วร้าย" และเรียกร้องให้แคร์รี่ หลำ ผู้ว่าการเขตปกครองฮ่องกงลาออก พวกเขาเริ่มตั้งขบวนในตอนบ่ายและมีการเดินขบวนมุ่งหน้าไปยังย่านแอดไมรัลตี โดยที่ก่อนหน้านี้ชาวฮ่องกงเคยทำการประท้วงต่อต้านกฎหมายนี้มาแล้วหลายครั้ง เช่นเมื่อเดือน เม.ย. ที่มีผู้เข้าร่วมราว 130,000 คน

 

เรียบเรียงจาก

Record turnout expected for Hong Kong’s anti-extradition protest, as int’l journalism organisations raise alarm, Hong Kong Free Press, 09-06-2019
BREAKING: Over a million attend Hong Kong protest against controversial extradition law, organisers say, Hong Kong Free Press, 09-06-2019

https://prachatai.com/journal/2019/06/82...date_title


  ผู้แทนฯ อำนาจนิยมผู้เชื่อว่าคนไม่เท่ากัน
โพสต์โดย: admin - 06-10-2019, 06:18 AM - หัวข้อ: สังคมและการเมือง - ไม่มีการตอบ

ผู้แทนฯ อำนาจนิยมผู้เชื่อว่าคนไม่เท่ากัน


"คนเท่ากัน" ไม่ใช่คำตัดสิน ไม่ใช่ข้อเรียกร้องลอยๆ แต่เป็นการยืนยันหลักแห่งความเสมอภาคสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และรัฐต้องปกป้องคุ้มครองหลักการนี้

ในขณะที่สากลโลกเข้าใจ แต่นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ ส.ส.พลังประชารัฐ เขต 8 กรุงเทพมหานคร ไม่เข้าใจ เขากล่าวอภิปรายในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 ว่า "คนเราเกิดมาไม่มีทางเท่ากันหรอกครับ หน้าตาก็ไม่เหมือนกันแล้ว และสิ่งที่เรียกร้องกันว่าอยากเท่าเทียมกัน แต่การศึกษาก็ไม่ได้เท่ากัน การมีมนุษยสัมพันธ์ก็ไม่เท่ากัน ไม่มีอะไรเท่ากันหรอกครับ"


[Image: 48030436156_c62bc4d2d8_o_d.jpg]

นี่คือคำพูดประวัติศาสตร์ และเกิดขึ้นในวันที่นักการเมืองสองฝ่ายต้องอภิปรายคุณสมบัติของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกษิดิ์เดชอยู่ในฝ่ายหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

 



ที่ผมบอกว่าเป็นประวัติศาสตร์เพราะก่อนหน้านี้การปะะกันของแนวคิดคนเท่า-ไม่เท่ากันอยู่ภายในเวทีวิชาการและโลกโซเชียลเท่านั้น และเอาเข้าจริงจะหาคนมายืนยันแนวคิด "คนไม่เท่ากัน" ต่อสาธารณะได้ยาก เนื่องจากว่ามันขัดแย้งกับวิธีคิดการเมืองกระแสหลักของประเทศประชาธิปไตยเกือบทั้งโลก การหยิบเรื่องนี้มาอภิปราย แม้มุ่งหวังจะลดทอนความน่าเชื่อถือของพรรคอนาคตใหม่เป็นหลัก แต่ก็เชื่อได้ว่า นายกษิดิ์เดชยืนยันความเชื่อเช่นนั้นจริงๆว่า "คนไม่เท่ากัน" ซึ่งไม่แน่ใจว่าผู้แทนราษฎรในพรรคพลังประชารัฐรวมถึงพล.อ.ประยุทธ์คิดเช่นนี้ทั้งหมดหรือไม่ แต่การกล้าดีเฟนด์กลางสภาโดยไม่ยี่หระกับตำแหน่งผู้แทนราษฎร ตัวแทนของพรรคว่าคนไม่เท่ากันก็คงคิดเป็นอื่นไม่ได้ เพราะอย่างน้อยพรรคนี้ก็สนับสนุนระบอบเผด็จการอำนาจนิยม



เมื่อพิเคราะห์ในความหมายของคำที่เขาพูด ไม่ว่าจะหน้าตา การศึกษา มนุษย์สัมพันธ์ มันอยู่ในความหมายเรื่องความแตกต่างของบุคคล เช่นเดียวกับสูง ต่ำ ดำ ขาว ลักษณะรูปร่าง ขาโก่ง ขาตรง มันคือความต่างของบุคคล คนต่างจังหวัด คนในเมือง คือความต่างของสถานที่ ไม่ใช่ความเท่าเทียม ความเสมอภาค ในนิยามของ "คนเท่ากัน" หากคนในเมืองร่ำรวย สุขสบาย มีสาธารณูปโภคสมบูรณ์ แต่คนต่างจังหวัดยากจน ไม่มีน้ำกินน้ำใช้ ไม่ถูกใส่ใจ ประท้วงก็ถูกปิดกั้น ตรงนี้ต่างหากที่เป็นปัญหา ต้องดูเรื่องการกระจายรายได้ ความเจริญ กระจายอำนาจ คุณภาพขององค์กรปกครองท้องถิ่น แต่ไม่ได้หมายความว่าคนไม่เท่ากัน ต้องเรียกร้องเอาจากรัฐให้เข้ามาแก้ปัญหา

ซึ่งเขาอาจไม่มีความรู้ หรือเข้าใจผิด แต่สิ่งซ่อนเร้นอยู่ในคำพูดไร้เดียงสานั้น คือการยืนยันแนวคิดของตนว่า คนไม่อาจเท่ากัน จึงสงสัยว่าผู้แทนคนนี้เข้าใจบทบาทหน้าที่ในฐานะตัวแทนราษฎรหรือไม่ หรือคงอ่านรัฐธรรมนูญไม่เข้าใจ เพราะรธน.2560 หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย มาตรา 25-49 มีหลักการสำคัญซึ่งระบุเหมือนกันในกฏหมายรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้(ที่ถูกฉีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า) มีพื้นฐานมาจากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติจนเป็นกฏหมายจารีตระหว่างประเทศ ล้วนแต่ยืนยันหลักการว่าบุคคลย่อมมีความเสมอภาคกันในด้านสิทธิ เสรีภาพ และต้องได้รับความคุ้มครองทางกฏหมาย



การบอกว่าคนไม่เท่ากัน หากไม่ใช่การเข้าใจผิด ไม่เข้าใจความหมาย คือการยอมรับและปกป้องสถานะของตัวเองไปในตัว เพราะมีฐานคิดว่ามีคนดีกว่า แย่กว่า สูงส่งกว่า มีคนด้อยกว่า มีคนที่สมควรได้รับโอกาสและการพัฒนา มีคนที่สมควรถูกทิ้งไว้ เหมือนวาทกรรม โง่ จน เจ็บ หรือคนต่างจังหวัดไม่สมควรมีสิทธิ์เสียงเท่าเทียมคนกรุงเทพฯ



ทั้งที่หน้าตา ผิวพรรณ เป็นความแตกต่างโดยกำเนิด ความร่ำรวย ทรัพย์สิน ต้องดูว่าเป็นความแตกต่างโดยชาติกำเนิด หรือถูกปิดกั้นโดยนโยบายรัฐ ฐานะทางเศรษฐกิจ การกระจุกตัวของความร่ำรวย โอกาสการศึกษา การเข้าถึงทรัพยากร การถือครองที่ดิน ซึ่งรัฐมีหน้าที่บริหารจัดการในเชิงโครงสร้างเพื่อกระจายโอกาสนั้น ฯลฯ นี่เป็นหลักการสั้นๆ โดยไม่ต้องถกกันในเชิงปรัชญา และเป็นข้อเท็จจริงว่าที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นยังเป็นปัญหาฝังรากลึกในสังคมไทย รวมถึงการอำนวยความยุติธรรม ความเสมอภาคทางกฏหมาย การเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ฯลฯ



คนจำนวนมากจึงกระโจนเข้าสู้กับแก๊สน้ำตา ยื่นอกรับกระสุนจริง เจ็บตายกันมามากมายมหาศาลตั้งแต่อดีตอันไกลโพ้นจนถึงประวัติศาสตร์ระยะใกล้ เพื่อยืนยันหลักการว่าคนเท่ากัน รัฐต้องไม่เลือกปฏิบัติ ไม่อคติ ไม่มองเห็นคนกลุ่มหนึ่งในชาติเป็นศัตรู เป็นสิ่งชั่วร้ายต้องกำจัด สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นจริงใช่ไหม?



ย้ำว่า โดยฐานคิดเรื่องคนเท่ากันไม่ใช่เรื่องความแตกต่างของตัวบุคคล -คนละเรื่อง คนละความหมาย แต่คือความเสมอภาค ความเท่าเทียมกัน อย่าหลงประเด็น และอย่าไร้เดียงสา

คนตายมาตั้งเท่าไหร่เพื่อสู้กับปัญหานี้ หากใจไม่มืดบอดจนเกินไปนักก็ย่อมมองเห็น



เว้นแต่มองไม่เห็น ไม่สนใจ และเชื่อมั่นว่าคนไม่เท่ากัน โดยสะท้อนผ่านการเลือกจิ้ม ส.ว. 250 คน พร้อมปัดเศษพรรคเล็กเพื่อเพิ่มจำนวน ส.ส.ไปโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเอาเปรียบพรรคคู่แข่ง ซึ่งเป็นสันดานอำนาจนิยมขี้ฉ้อ ถ้ายอมรับกติกาแบบนั้น ก็ไม่แปลกที่จะเชื่อว่าคนไม่เท่ากัน แต่มันก็เป็นแค่การแถหน้าด้านๆ ไม่ใช่หลักการแต่อย่างใด.
 

ณรรธราวุธ เมืองสุข

https://prachatai.com/journal/2019/06/82...date_title


  สิบเหตุผลที่ “ประยุทธ์” ไม่ควรอ้างว่า เป็นนายกฯ จากการเลือกตั้ง
โพสต์โดย: admin - 06-10-2019, 06:09 AM - หัวข้อ: สังคมและการเมือง - ไม่มีการตอบ

iLaw: สิบเหตุผลที่ “ประยุทธ์” ไม่ควรอ้างว่า เป็นนายกฯ จากการเลือกตั้ง

[Image: 48028935841_2191d096d6_o_d.jpg]

1. ประยุทธ์ไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งเอง และตัวเองขาดคุณสมบัติ

ในการเลือกตั้งปี 2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ได้แม้แต่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง แม้สังคมจะพอคาดการณ์ได้อยู่แล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์จะต้องเตรียมกลับมารับตำแหน่งหลังการเลือกตั้งแน่ๆ แต่ก็ต้องรอถึงวันสุดท้ายของการเปิดรับสมัครพล.อ.ประยุทธ์ ถึงตอบอย่างเป็นทางการให้พรรคพลังประชารัฐเป็นผู้เสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี 
 
ในระหว่างการทำกิจกรรมหาเสียงเลือกตั้ง ผู้สมัครจากทุกพรรคการเมืองต้องลงพื้นที่เข้าหาและพบปะประชาชนเพื่อ "ขอคะแนนเสียง" แต่พล.อ.ประยุทธ์ ยังคงรักษาระยะห่าง ยั่งนั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ และไม่เคยทำกิจกรรมร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ ไม่เคยไปลงพื้นที่พบปะประชาชน ไม่เคยขึ้นเวทีดีเบตแสดงวิสัยทัศน์ ไม่เคยเป็นตัวแทนของพรรคที่ประกาศว่า พรรคนี้ให้สัญญาอะไรกับประชาชน มีเพียงการขึ้นเวทีครั้งสุดท้ายครั้งเดียวก่อนการเลือกตั้งเท่านั้น ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ยังมีจุดอ่อนเรื่องความใกล้ชิดและความเป็นตัวแทนของประชาชนที่ลงคะแนนให้พรรคพลังประชารัฐ
 
ขณะเดียวกันพล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่จะถูกเสนอชื่อไว้ในบัญชีว่าที่นายกฯ ของพรรคการเมืองด้วย เนื่องจากยังดำรงตำแหน่งหัวหน้า คสช. กับอีกหลายเก้าอี้และมีอำนาจเต็มในการออกคำสั่งต่างๆ รวมทั้งมีอำนาจ "มาตรา44" ในมือ จึงขัดต่อคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 89, 98, 160


2. ประยุทธ์ถืออำนาจเต็ม เป็นหัวหน้า คสช. ระหว่างการเลือกตั้ง

ระหว่างการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ แทนที่จะหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือลาออกจากอำนาจที่มีอยู่ในมือ อย่างน้อยก็ลาออกแล้วทำหน้าที่เป็นรัฐบาลรักษาการ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจไม่ใช้อิทธิพลใดๆ เหนือการเลือกตั้ง แต่พล.อ.ประยุทธ์กลับทำตรงกันข้าม คือ ยังคงดำรงตำแหน่งทุกอย่าง ยังมีอำนาจที่จะแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการอย่างเต็มที่ มีอำนาจตัดสินใจใช้ทรัพยากรของรัฐเพื่อกิจการต่างๆ มีอำนาจอนุมัติโครงการต่างๆ สำหรับภายภาคหน้า
 
ที่สำคัญ คือ พล.อ.ประยุทธ์ ยังถืออำนาจพิเศษตาม "มาตรา 44" ที่จะออกคำสั่งใดๆ ก็ได้ และก็ได้ใช้อำนาจนี้สั่งเพื่อเปลี่ยนแปลงกติกาการเลือกตั้งไปอย่างน้อยสามครั้ง ดังนี้
 
ครั้งที่ 1 คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560: ปลดล็อคให้พรรคใหม่-รีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมืองเก่า
 
ครั้งที่ 2 คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2561: ยกเลิกไพรมารีโหวต-ห้ามหาเสียงออนไลน์-ขยายเวลาให้พรรคการเมือง
 
ครั้งที่ 3 คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 16/2561: สั่งให้ กกต. แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ได้ หาก คสช. หรือ รัฐบาล ได้รับข้อร้องเรียน


3. การเลือกตั้งที่ผ่านไป คสช. เขียนกติกาเอง ให้ตัวเองได้เปรียบ

ระบบการเลือกตั้งและกติกาต่างๆ ในรัฐธรรมนูญนั้น เขียนขึ้นโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ คสช. แต่งตั้งขึ้น แต่เท่านั้นยังไม่พอ รายละเอียดที่ต้องเขียนไว้ใน "กฎหมายลูก" ทั้งพ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ร.ป.เลือกตั้งฯ ต่างก็เขึยนขึ้นโดย กรธ. ชุดเดิม และผ่านการพิจารณาโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ คสช. แต่งตั้งมาเองอีกเช่นกัน จึงกล่าวได้ว่า กติกาการเลือกตั้งครั้งนี้เขียนขึ้นโดยคนของ คสช. ทั้งหมด
 
ระบบเลือกตั้งใหม่ที่ตั้งชื่อว่า "ระบบจัดสรรปันส่วนผสม" หรือ MMA เขียนขึ้นมาเพื่อให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่ได้ ส.ส. จากระบบแบ่งเขตจำนวนมากเสียเปรียบ คือ ความจงใจทำลายพรรคเพื่อไทย โดยตรงและก็ได้ผลลัพธ์เช่นนั้น นอกจากนี้ยังช่วยให้พรรคการเมืองขนาดกลางๆ ได้เปรียบและอาจได้จำนวน ส.ส. จากระบบบัญชีรายชื่อเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคพลังประชารัฐ ก็เคยพูดไว้ว่า "รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีไซน์มาเพื่อเรา"


4. การเลือกตั้งที่ผ่านไป กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ เป็นคนของ คสช.
คสช. ได้ออกกฎหมายเพื่อ "เซ็ตซีโร่" กกต. ชุดเก่าให้พ้นจากตำแหน่งทั้งหมด และเริ่มการสรรหาใหม่ โดยส่งพรเพชร วิชิตชลชัย เข้าไปเป็นกรรมการสรรหาชุดใหม่ และใช้ สนช. เป็นด่านสุดท้ายที่เห็นชอบผู้สมัคร กกต. โดย สนช. ใช้การพิจารณาถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกมีรายชื่อผู้สมัครเข้าเป็น กกต. จำนวน 7 คน ทั้งหมดถูก สนช. ตีตกยกชุด ต่อมาในครั้งที่สอง สนช. เห็นชอบเลือก กกต. จำนวน 5 คน จากที่เสนอไปทั้งหมด 7 คน และตีตกไป 2 คน กระทั่งมีการสรรหาใหม่ในรอบที่สาม ซึ่งทั้งสองรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาส่งไปได้รับการเห็นชอบจาก สนช. ทำให้ได้ กกต. ครบ 7 คน ที่พอใจ โดยทุกครั้งที่มีการลงมติเห็นชอบ สนช. พิจารณาแบบ ‘ปิดลับ’ 
 
ด้านศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรที่วินิจฉัยเรื่องใหญ่ๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้งก็เป็นคนของ คสช. เช่นเดียวกัน โดยตุลาการ 2 คน มาจากการคัดเลือกระบบคล้าย กกต. ส่วนอีก 5 คน มาจากการใช้อำนาจ "มาตรา 44" ต่ออายุให้อยู่ยาวได้จนหลังเลือกตั้ง


5. การเลือกตั้งที่ผ่านไป พรรค “ไม่เอา คสช.” เจอปิดกั้นสารพัด

การเลือกตั้งภายใต้อำนาจของ คสช. ที่ผ่านไป พรรคการเมืองทั้งหลายยกเว้นพรรคของ คสช. ถูกปิดกั้นด้วยหลายวิธีการ โดยพื้นฐาน คือ ทุกพรรคการเมืองอยู่ภายใต้ประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 ที่สั่งห้ามทำกิจกรรมทางการเมืองมาตลอด ยกเว้นเท่าที่ คสช. อนุญาต จนกระทั่ง 22 ธันวาคม 2561 แต่ระหว่างนั้นเป็นเวลาสี่ปีกว่า คสช. เป็นกลุ่มการเมืองเดียวที่เดินหน้าสื่อสารกับประชาชนอยู่ตลอด 
 
เมื่อฤดูกาลเลือกตั้งมาถึง พบข้อมูลว่า พรรคการเมืองที่ประกาศ "ไม่เอา คสช." พบอุปสรรคในระหว่างการหาเสียงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การถูกทหารหรือตำรวจติดตามขณะลงพื้นที่ การไม่อนุญาตให้ใช้สถานที่จัดปราศรัย การไม่อนุญาตให้เข้าไปในสถานที่บางแห่ง สถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวีเคยถูกสั่งปิด รวมทั้งมีผู้สมัคร ส.ส. หลายคนถูกดำเนินคดี เช่น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียาเวช, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ปิยบุตรแสงกนกกุล, พิชัย นริพทะพันธุ์ ต่างถูกดำเนินคดีตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการวิจารณ์พรรคพลังประชารัฐ


ดูข้อมูล
รวมอุปสรรคในการหาเสียงของพรรคการเมืองและข้อสงสัยโกงเลือกตั้ง https://freedom.ilaw.or.th/node/675

รวมการดำเนินคดีต่อนักการเมืองระหว่างการเลือกตั้ง https://freedom.ilaw.or.th/node/68


6. การเลือกตั้งที่ผ่านไป พรรคอันดับสองของฝ่าย “ไม่เอา คสช.” ถูกยุบ

ในระหว่างการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยแก้เกมระบบเลือกตั้งใหม่ของ คสช. โดยการแตกตัวออกเป็นพรรคขนาดกลางหลายพรรค พรรคที่ใหญ่เป็นอันดับสองก็คือพรรคไทยรักษาชาติ ซึ่งทั้งสองพรรคแบ่งเขตที่ส่ง ส.ส. ลงแข่งขันกัน พรรคเพื่อไทยส่ง ส.ส. 200 เขต และพรรคไทยรักษาชาติ ส่ง ส.ส. 150 เขต ไม่แข่งกันเอง แต่ต่อมาพรรคไทยรักษาชาติถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ยุบพรรคเนื่องจากเสนอชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ ให้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค 
 
การยุบพรรคไทยรักษาชาติทำให้พรรคการเมืองในกลุ่มนี้เสียกำลังหลักไปมาก นอกจากจะเสียผู้สมัคร ส.ส. คนสำคัญ อย่าง จาตุรนต์ ฉายแสง, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, พิชัย นริพทะพันธุ์ ยังเสียโอกาสได้คะแนนในเขตที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่งผู้สมัครลง ทำให้ประชาชนที่อยู่ในเขตนั้นไม่มีโอกาสลงคะแนนให้ผู้สมัครจากพรรคการเมืองในกลุ่มนี้เลย และทำให้โอกาสที่จะได้คะแนนเพื่อเอาไปคำนวนเป็นที่นั่ง ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อก็น้อยลงไปด้วย ด้านพรรคเพื่อไทยที่ยังไม่ถูกยุบก็ส่งผู้สมัครเพียงแค่ 200 เขต ประชาชนอีก 150 เขต จึงไม่มีโอกาสลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองในกลุ่มนี้


7. ผลการเลือกตั้ง พรรคที่ได้ ส.ส. มากที่สุด คือ พรรคเพื่อไทย

ตามธรรมเนียมทางการเมืองการปกครองของไทยและทั่วโลก พรรคการเมืองที่ได้ ส.ส. มากที่สุดจากการเลือกตั้งจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งจะต้องเป็นแกนนำในการรวบรวมเสียงจากพรรคการเมืองอื่นๆ มาให้ได้เกินครึ่งหนึ่งของสภา และพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองที่ได้ที่นั่ง ส.ส. มากที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ 136 ที่นั่ง ลำดับสอง คือ พรรคพลังประชารัฐ 116 ที่นั่ง ตามธรรมเนียมทางการเมืองแล้วพรรคเพื่อไทยจึงควรได้จัดตั้งรัฐบาล และพรรคการเมืองอื่นต้องถอยให้ แต่พรรคพลังประชารัฐกลับอ้างตัวว่า ได้รับคะแนนเสียงแบบ "คะแนนดิบ" จากประชาชนมากกว่า และจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเองโดยไม่มีกฎหมายหรือธรรมเนียมทางการเมืองใดรองรับหลักการนี้
 
และสาเหตุสำคัญที่ทำให้พรรคเพื่อไทยมี "คะแนนดิบ" น้อย ก็เพราะระบบการเลือกตั้งที่ออกแบบให้พรรคเพื่อไทยเสียเปรียบ จึงต้องแตกตัวเป็นหลายพรรค และพรรคไทยรักษาชาติยังถูกสั่งยุบพรรคไป ประชาชนอีก 150 เขต ไม่สามารถออกเสียงให้พรรคเพื่อไทยได้ คะแนนดิบของพรรคเพื่อไทย 7,881,006 เสียง จึงมาจาก 200 เขต เทียบกับพรรคพลังประชารัฐ 8,413,413 เสียง ซึ่งได้มาจาก 350 เขต


8. ผลการเลือกตั้ง คะแนนดิบของพรรคที่ประกาศ “ไม่เอา คสช.” สูงกว่าเกือบสองเท่า

ถ้าหากพิจารณาจาก “คะแนนดิบ” หรือจำนวนคนที่ลงคะแนนให้พรรคการเมืองทั้งหมดที่ประกาศก่อนเลือกตั้งว่า "ไม่เอา คสช."  จะพบว่า พรรคเพื่อไทย ได้คะแนนรวม 7,881,006 เสียง พรรคอนาคตใหม่ ได้คะแนนรวม 6,254,716 เสียง พรรคเสรีรวมไทย ได้คะแนนรวม 822,240 เสียง พรรคเศรษฐกิจใหม่ ได้คะแนนรวม 485,574 เสียง พรรคประชาชาติ ได้คะแนนรวม 481,143 เสียง พรรคเพื่อชาติ ได้คะแนนรวม 419,121 เสียง พรรคพลังปวงชนไทย ได้คะแนนรวม 79,783 เสียง พรรคเพื่อธรรม ได้คะแนนรวม 15,130 เสียง และ พรรคสามัญชน ได้คะแนนรวม 5,291 เสียง ตามลำดับ เมื่อนำคะแนนของแต่ละพรรคมานับรวมกันจะได้มากถึง 16,444,004 เสียง 
 
อีกด้านหนึ่ง สำหรับพรรคการเมืองที่ประกาศจุดยืนก่อนเลือกตั้งว่า สนับสนุน คสช. และสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ ได้คะแนนรวมมาเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ 8,413,413 เสียง พรรครวมพลังประชาชาติไทย ได้คะแนนรวม 415,202 เสียง และพรรคประชาชนปฏิรูป ได้คะแนนรวม 45,374 เสียง แต่เมื่อรวมกันแล้ว คะแนนเสียงที่สนับสนุน คสช. มีเพียง 8,873,989 เสียง หรือประมาณร้อยละ 53 ของคะแนนเสียงที่พรรคการเมืองที่ประกาศ “ไม่เอา คสช.” ได้รับ
 
ดังนั้น หากจะพิจารณากันที่ "คะแนนดิบ" แล้วจึงเห็นชัดว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ ไม่ได้ออกเสียงให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี


อ่านเรื่องนี้ต่อได้ที่
เลือกตั้ง 62: ประชาชนแสดงเจตนารมณ์ “ไม่เอา คสช.” 16 ล้านเสียง มากกว่าฝ่าย “สนับสนุน คสช.” เกือบเท่าตัว https://ilaw.or.th/node/5258


9. ผลการเลือกตั้ง ฝั่ง “ไม่เอา คสช.” รวมเสียงได้เกินครึ่งสภาก่อนถูกเปลี่ยนสูตรคำนวน

หลังวันเลือกตั้ง เมื่อรู้ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการแล้ว สื่อมวลชนทุกแห่งและนักวิชาการทุกคนนำคะแนนไปคำนวนที่นั่ง ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อได้ผลไม่ต่างกัน พรรคที่ประกาศ "ไม่เอา คสช." ทั้ง 7 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคเพื่อชาติ พรรคประชาชาติ พรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคพลังปวงชนไทย รวมเสียงกันได้เกินครึ่งของสภาผู้แทนราษฎร คือ 254 จาก 250 เสียง เมื่อนับเสียงในสภาผู้แทนราษฎรอย่างเดียวไม่รวม ส.ว. จึงต้องถือว่า พรรคพลังประชารัฐและฝ่าย "สนับสนุน คสช." แพ้การเลือกตั้งอย่างชัดเจนแล้ว
 
แต่หลังจากวันนั้น กกต. ก็ยังคงไม่ประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อ ก่อนออกสูตรคำนวนแบบใหม่มาใช้ที่ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง และไม่เคยมีใครเข้าใจมาก่อน ซึ่งตามสูตรคำนวนแบบใหม่ของ กกต. จะทำให้หลายพรรคการเมืองได้ที่นั่ง ส.ส. ลดลง แต่จะมีพรรคการเมืองอีก 11  พรรค ได้ ส.ส. เพิ่ม 1 ที่นั่ง และต่อมาทั้ง 11 พรรคการเมืองนี้ก็ออกมาแถลงสนับสนุนให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้เสียงของพรรคการเมืองฝ่าย "ไม่เอา คสช." ลดลง รวมแล้วได้ 245 เสียง น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร  


10. หากไม่มี 250 ส.ว. จะจูงใจพรรคอื่นเข้าร่วมไม่ได้

ลำพังพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมพลังประชาชาติไทย และพรรคประชาชนปฏิรูป ที่ประกาศไว้ก่อนเลือกตั้งว่าจะ "สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์" ให้เป็นนายกรัฐมนตรี รวมกันแล้วได้ส.ส. 122 ที่นั่ง ยังไม่พอสำหรับการเลือกนายกรัฐมนตรี จำเป็นต้องเจรจาและรวมเอาพรรคการเมืองอื่นๆ อีกเข้ามาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลด้วย ซึ่งสองพรรคการเมืองที่ประกาศตัวเข้าร่วมอย่าง พรรคภูมิใจไทย ที่ได้ ส.ส. 51 ที่นั่ง และพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ได้ ส.ส. 10 ที่นั่ง ต่างประกาศยอมเข้าร่วมเพราะ "เพื่อให้ประเทศเดินหน้า" 
 
เหตุผลนี้มีเบื้องหลัง คือ ส.ว. ที่ คสช. เลือกมาเอง 250 คน นอกจากจะลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีแล้วก็ยังมีอำนาจพิจารณาออกกฎหมาย พิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ติดตามบังคับใช้ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งพรรคการเมืองฝ่าย "ไม่เอา คสช." ได้จัดตั้งรัฐบาล ก็จะต้องพบอุปสรรคจาก ส.ว. กลุ่มนี้อย่างแน่นอนและจะเป็นรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพ ดังนั้น การที่พรรคการเมืองอื่นๆ "จำเป็น" ต้องยอมเลือกข้างพรรคพลังประชารัฐ ก็เพื่อให้การออกกฎหมายและนโยบายต่างๆ ที่พรรคต้องการผลักดันไม่ติดการขัดขวางจากกลุ่ม ส.ว. นั่นเอง ถ้าหากฝ่าย คสช. ไม่มีกลุ่ม ส.ว. อยู่ในมือเช่นนี้ ก็มีความชอบธรรมน้อยกว่าและมีอำนาจต่อรองทางการเมืองน้อยกว่าที่จะไปชวนพรรคการเมืองอื่นๆ มาเข้าร่วมด้วย 


 
เผยแพร่ครั้งแรกใน: โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) https://ilaw.or.th/node/5289

https://prachatai.com/journal/2019/06/82...date_title


  โพสต์นี้เมื่อ 5 ปีมาแล้ว...แต่มันหยุดตันหาผมไม่ได้ผมจึงไปเปิดเว็บไซด์เอง
โพสต์โดย: admin - 06-09-2019, 07:32 AM - หัวข้อ: สังคมและการเมือง - ไม่มีการตอบ

โพสต์นี้เมื่อ 5 ปีมาแล้ว...แต่มันหยุดตันหาผมไม่ได้ผมจึงไปเปิดเว็บไซด์เอง

[Image: a1_47.jpg]

ชื่อว่า http://nanasara.org/forum/index.php

เมื่อเดือน มีนาคม 2515  จนถึงวันนี้ วันที่ 9 มิถุนายน 2519 ก็ 5 ปีมาแล้ว

โดยเป็น Admin เอง เขียนและหาข่าวที่เป็นประโยชน์ ที่มีหลักฐานที่มาที่ไปมาโพสต์เผยแพร่ให้กับประขาชนที่สนใจในทางการเมือง

ผมเสียค่าใช้จ่ายเองในการทำเว็บนี้มาประมาณเดือนละ 3,000.00บาทโดยไม่นับการเสียเวลาในการเตรียมหาบทความที่จะนำมาเสนอท่านผู้อ่าน เพื่อสนองตันหาตัวเองเพื่อเรียกหาประชาธิปไตยและความยุติธรรมในสังคมซื่งก็คือผม “สู้และต่อต้านเผด็จการ “

ตั้งแต่วันเปิดถึงบัดนี้มีคนเข้าชม 1.2 ล้านวิวแล้ว ทีเกือบหมื่นกระทู้ที่ผมเอามานำเสนอ โดยคลิกไปตามลิ้งค์ก็จะสามารถเข้าอ่านได้ และมีสมาชิกที่มาลงทะเบียนเพื่อสิทธิที่จะโพสต์หรือตอบกระทู้ได้ 196คน

ใครที่อยากจะเป็นสมาชิกเพื่อที่จะโพสค์หรือตอบกระทู้ได้ก็สามารถสมัครได้ฟรีตามลิ้งค์ โดยใช้แค่ชื่อล็อกอินและอีเมล์เพื่อยืนยันการมีตัวตนของท่านเท่านั้น



เขิญอ่านครับ :


ณ เว็บบอร์ดการเมืองแห่งหนึ่ง.....ผมได้โพสต์อย่างนี้......
เมื่อคุณขอมาก็จัดให้........

ผมได้รับการเตือนไม่ให้โพสต์เรื่องทหาร.....

เข้าใจว่าตอนนี้ทหารเป็นใหญ่ในแผ่นดินมีอำนาจมากมาย...สามารถที่จะสั่ง..จับ...ขัง..ใครก็ได้....

โอเค...ในเมื่อมีการร้องขอมา...ผมก็จะจัดให้...จะไม่โพสต์เรื่องทหาร ณ เว็บบอร์ดแห่งนี้อีกต่อไป...

ผมเรียนรู้และซึมซาบระบอบประชาธิปไตยมาค่อนชีวิต...ไม่เคยถูกกดขี่ข่มเหงจากหน่วยงานราชการไม่ว่าหน่วยงานใดๆ

ห้ามไม่ให้ผมเขียนติติงระบอบเผด็จการนั้น...ก็ห้ามได้อยู่..แต่จะมาบังคับให้ผมรักและยอมรับเผด็จการจากหัวใจผมนั้น....ผมทำไม่ได้.....ถ้าผมเป็นคนเห็นแก่ตัว...ผมอาจจะทำได้อยู่นะ...แต่นี่ผมไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว....ผมจึงทำไม่ได้...

ผมเกิดเป็นคนไทย รักบ้านรักประเทศของตัวเองเหมือนกัน...แต่สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกเขาปล้นเอาไปแล้ว.....และผมก็ถูกห้ามไม่ให้ใช้สิทธิ์ที่จะเรียกร้องหรือทวงคืนใดๆ

ก็ตลกดีเหมือนกัน...เกิดมาชาตินี้....นึกไม่ถึงว่าจะต้องมาเจออย่างนี้.....

อย่างไรก็ดี...ผมมีความเชื่อมั่นว่า...อำนาจเผด็จการนี่มันยากยิ่งและไม่มีวันที่จะถ่ายผองไปสู่ประชาธิปไตยได้.....
 
ขอบคุณครับ.....
Veerachai Kittiwanich หรือ อาข่า ยูเอสเอ
June 9, 2014 


  มันชัดเจนแจ่มแจ้งแล้วว่าคนไทยต้องพึ่งตนเอง..และมี 2 ทางให้เลือก...
โพสต์โดย: admin - 06-08-2019, 07:19 AM - หัวข้อ: สังคมและการเมือง - ไม่มีการตอบ

มันชัดเจนแจ่มแจ้งแล้วว่าคนไทยต้องพึ่งตนเอง..และมี 2 ทางให้เลือก...
 
การเมืองมันยิ่งกว่าน้ำเน่าน้ำครำที่ส่งกลิ่นเหม็นจนสะอิดสะเอียนไปทั่ว ผู้กระหายอำนาจต่างก็อ้างว่าทำ “เพื่อประชาชน“ คนมีและใช้ปัญญาอย่างผมไตร่ตรองแล้วคือมันสุดแสนจะทุเรศ...คนไทยต้องพึ่งตนเองอย่าไปคิดหวังเทวดาหน้าไหนจะมาให้พึ่ง..

วันนี้จะขอเอาข้อเขียนของคอลัมน์ “ใบตองแห้ง “ บางตอนมาให้อ่านกัน จะไปอ่านเต็มๆได้จามลิ้งค์ที่ผมเอามาต่อท้าย..

ใบตองแห้งได้อธิบายไว้ชัดเจนซึ่งผมก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่า...

“ การสืบทอดอำนาจ ไม่ใช่เรื่องของประยุทธ์คนเดียว หากเป็นการลงหลักปักฐานของอำนาจรัฐราชการ ทหาร มหาดไทย เครือข่ายอนุรักษนิยม ผนึกทุนยักษ์ใหญ่ กระชับควบคุมสังคมไทย ให้อยู่ใต้ระบบอุปถัมภ์ ครอบงำตั้งแต่การวางตัวบุคคล วางระบบกฎหมาย โครงสร้างเศรษฐกิจ รวบอำนาจการปกครอง ไปถึงการปลูกฝังความคิดคน การศึกษา วัฒนธรรม ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายสิบปี ในการลบล้างพิษร้าย

เมื่อมันเป็นอย่างว่า คนไทยก็มี 2 ทางให้เลือกคือ..

1. จะอยู่อย่างมีศักดิ๋ศรีที่สิทธิเสรีภาพต้องเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายเดียวกัน

2. จะอยู่อย่างหมาที่เขาบอกว่า “คนไม่มีทางที่จะเท่าเทียมกัน “ สอนให้รู้จักบุญคุณ(อย่าลืมว่ามันเป็นธรรมชาติของหมาที่มันต้องเป็นอย่างนั้นตั้งแต่เกิดมันมียีนส์กมลสันดานอยู่ในตัวเมื่อรักแล้วรักเลย)

ตามผลเลือกตั้งที่ผ่านมาคนไทยส่วนมากต้องการข้อที่ 1 แต่เราถูกโจรห้าร้อยปล้นเอาอำนาจไป

ถ้าไม่คิดสู้อยากจะเป็นและอยู่อย่างข้อ 2 ก็แล้วไป..มันเป็นสิทธิของท่าน

แต่ถ้าเราไม่ยอมให้เผด็จการมันกดหัวเรา ปล้นเราไปอย่างนั้นเราก็ต้องช่วยกันคิดหาวิธีสู้

และวิธีสู้ตอนนี้มันไม่มีวิธีไหนที่จะตอบโต้ได้ดีกว่าด้วยการ Boycott หรือ อารยะขัดขืนอย่างที่ผมเคยเขียนแนะนำไว้ว่า....

[Image: FK1o5iP.jpg]

มันมีวิธีการต่อสู้โดยที่ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อหรือใช้อาวุธยุทธภัณฑ์ใดๆเลย..

มันเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายในโลกเขาก็เอามาใช้กันอย่างได้ผล

นั่นก็คือการ  “ Boycott” หรือการ “อารยะขัดขืน “  ที่สามารถทำได้ทั้งทางการค้าและการเมือง

 “ เผด็จการ “ จบอย่างไรให้ดูกรณีซุดานและเวเนซุเอล่าและอีกหลายๆประเทศเป็นตัวอย่าง...

มันถึงเวลาแล้วที่เราประชาชนคนไทยที่รักอิสรเสรีภาพและความยุติธรรมในสังคม..

จะต้องช่วยกันทำสงครามบอยคอตแสดงฤทธิ์เดชให้พวกมันเห็น..ตอบโต้มันทุกๆเรื่องที่ทำได้ไม่ผิดกฎหมาย..

เริ่มด้วยการควบคุมรายจ่ายในสิ่งที่จำเป็นจริงๆ ภาษี Vat ก็จะเสียน้อยลง

เมื่อรัฐเก็บได้น้อยลงมันจะตกที่นั่งลำบากอย่างไร..ก็ให้นึกภาพเอา... 

ไม่เกินปีจะเห็นผลความระส่ำระสายมันจะเกิดขึ้นแน่...

หากร่วมกันประหยัดไม่ใช้ไม่จ่ายในทุกๆทางที่ไม่จำเป็น...
เริ่มกันได้เลยนะครับ....

เผด็จการจงพินาศ  ประชาธิปไตยจงเจริญ  !
 
เชิญอ่านข่าวครับ :

ประยุทธ์ห้าร้อยเสียง RIP :คอลัมน์ ใบตองแห้ง
วันที่ 7 มิถุนายน 2562 - 19:24 น.

คนไม่เท่ากันส.ส.พลังประชารัฐประกาศกลางสภา ก็จริงนะ ประชาชนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 35.5 ล้านคน เลือก ส.ส.ได้ 500 คน แต่ลุงคนเดียว เลือก ส.ว.ได้ 250 คน แล้ว ส.ว.249 คน ยกเว้นประธาน ก็หวนกลับไปเลือกลุง อย่างรู้บุญคุณคน
ลุงก็เลยได้เป็นนายกฯ ต่อ ด้วยห้าร้อยเสียงพอดี เพราะบังเอิญ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย งดออกเสียงอย่างสมศักดิ์ศรี ไทบ้านไม่งั้นก็เป็น 501

สัดส่วนที่เลือกลุงจึงออกมาสวยงาม มาจากเลือกตั้ง 251 มาจากลุงตั้ง 249 อ้าว นับเฉพาะสภาผู้แทนก็ยังชนะ 251-244 รู้อย่างนี้ไม่ต้องเขียนรัฐธรรมนูญให้มี 250 ส.ว.ก็ได้?

แหม่ รู้กันอยู่ ถ้าไม่มี 250 ส.ว. ไม่มีกลไกกับดัก องค์กรอิสระ กรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 6 ผบ.เหล่าทัพ ฯลฯ ป่านนี้พรรคการเมืองอื่นไปร่วมกับ 7 พรรค ขานชื่อให้สุดารัตน์เป็นนายกฯ ไปแล้ว

เพราะเป็น เผด็จการประชาธิปไตยนี่ไง เราจึงได้เห็นตรรกะแบบ ปชป. เข้าร่วมรัฐบาลสืบทอดอำนาจเพื่อปิดสวิตช์ คสช. หรือแบบวีระกร คำประกอบ 5 ปีที่ผ่านมา ประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัสเพราะไม่มีสภา ดีเท่าไหร่ลุงให้เลือกตั้ง ฉะนั้นต้องให้ลุงอยู่ต่อ
ฟังแล้วมิน่าเล่า ลุงนอนไม่หลับ เพราะ 251 เสียงที่พายเรือให้นั่ง ทั้ง ปชป. ภท. เงียบกริบ ไม่ช่วยแซ่ซ้องสักคำ มายกมือตามหน้าที่ แล้วรอทวงเก้าอี้ ส่วน ส.ส.พปชร.ที่แข่งกันสรรเสริญลุง เกือบครึ่งหนึ่ง เป็นองครักษ์พิทักษ์แม้วปูมา ทั้งนั้น
ลุงชนะแล้วจบไหม ได้เป็นนายกฯ จากเลือกตั้งแล้วไง แต่ถามว่าชนะใจ ได้ความนิยมจากประชาชนจริงหรือเปล่า
19 พรรคร่วมรัฐบาล แม้นับคะแนนรวมกัน 18.9 ล้านเสียง แต่ในจำนวนนั้น ที่ประกาศให้รู้ก่อนเลือกตั้ง ว่าชูลุงตู่ ก็มีแค่พลังประชารัฐ พรรคกำนัน พรรคไพบูลย์ รวมกัน 8.9 ล้านเสียง ขณะที่ 7 พรรคพูดชัดๆ ไม่เอาสืบทอดอำนาจ 16.5 ล้านเสียง
อีก 10 ล้านมาจากไหน ก็มาจากคนเลือกพรรคอื่น ซึ่งถ้าอยากให้ลุงเป็นนายกฯ ก็เลือก พปชร.ไปแล้ว นี่คนเลือก ภท. ก็เพราะอยากให้อนุทินเป็นนายกฯ คนเลือก ปชป.ก็อยากให้มาร์คเป็นนายกฯ คงมีไม่กี่คนใน 3.9 ล้านเสียง ที่คิดข้ามช็อตว่าเลือกมาร์คแล้ว ปชป.จะกลับลำ 61-16 หันไปหนุนลุง

สิ่งที่ประชาชนไม่คาด คือ 250 ส.ว.ตั้งพวกตั้งญาติ สามารถบีบพรรคอื่นเข้าร่วมรัฐบาล เพราะใช้แค่ 126 ส.ส.ก็ตั้ง นายกฯได้
10 ล้านไม่ได้เลือกลุง 8.9 ล้านเลือก 16.5 ล้านต่อต้าน นี่คือคะแนนนิยมที่แท้จริง เวลาเดินห้างในกรุง ก็โปรดสำนึกว่ามีคนเลือก พปชร. 791,893 คน อนาคตใหม่ 804,272 คน เพื่อไทย 604,699 คน รวมแล้วมากกว่ากันเกือบ 2 เท่า อ้างไม่ได้นะว่าคนกรุงหนุนสืบทอดอำนาจ

รัฐบาลประยุทธ์ไม่เพียงตั้งด้วยเสียงปริ่มน้ำ หากยังอยู่บนคะแนนนิยมปริ่มจมูก เลือกตั้งไม่ถึง 3 เดือน ก็เริ่มมีคนสำนึกเสียใจที่เลือกพรรคร่วมรัฐบาล คนส่วนนี้จะมากขึ้นทุกวัน ใบเหลืองใบแดงที่เคยคิดว่าจะใช้กำจัดฝ่ายตรงข้าม มีเลือกตั้งใหม่ก็จะซ้ำรอยเขต 8 เชียงใหม่ คะแนนหายวูบทุกเขต

สภาวะอย่างนี้ เมื่อไหร่ที่ไปไม่รอด ก็ไม่สามารถยุบสภา มีแต่ใช้ 250 ส.ว.ดันทุรัง หรือด่านักการเมืองเลว ต่อรองตำแหน่ง แย่งชิงผลประโยชน์ แล้วทำรัฐประหารตัวเองเหมือนจอมพลถนอม ทั้งที่นักการเมืองแย่งชิงผลประโยชน์ คือพวกหนุนตัวเองทั้งนั้น

การสืบทอดอำนาจ ไม่ใช่เรื่องของประยุทธ์คนเดียว หากเป็นการลงหลักปักฐานของอำนาจรัฐราชการ ทหาร มหาดไทย เครือข่ายอนุรักษนิยม ผนึกทุนยักษ์ใหญ่ กระชับควบคุมสังคมไทย ให้อยู่ใต้ระบบอุปถัมภ์ ครอบงำตั้งแต่การวางตัวบุคคล วางระบบกฎหมาย โครงสร้างเศรษฐกิจ รวบอำนาจการปกครอง ไปถึงการปลูกฝังความคิดคน การศึกษา วัฒนธรรม ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายสิบปี ในการลบล้างพิษร้าย

เหนือสิ่งอื่นใด การสืบทอดอำนาจครั้งนี้เกิดขึ้นบนความเสื่อมทรามของสังคมไทย ประเทศที่เคยนองเลือดต่อต้านการสืบทอดอำนาจ กลับยอมรับการแต่งตั้ง 250 ส.ว.มาเลือกตัวเอง ได้อย่างหน้าตาเฉย ราวกับเป็นศีลธรรมประจำชาติ แล้วตลาดหุ้นก็ขึ้น ภาคธุรกิจไชโยโห่ร้อง ประเทศเดินหน้าต่อได้

สุดท้ายมันประจักษ์ว่าสังคมนี้ไม่ได้ยึดเหนี่ยวคุณค่าอะไรเลย นอกจากความเห็นแก่ได้ เอาตัวรอดไปวันๆ ภายใต้ทุนสามานย์ของจริง ถ้าบอกว่าฆ่าจ่านิวแล้ว GDP จะพุ่งพรวด เหมือนจีนฆ่านักศึกษาเทียนอันเหมิน ก็คงแอบโห่ร้องดีใจ แต่ยังทำตัวเป็นคนดีมีเมตตา บริจาค UNHCR กับสินจัย

สมแล้วที่ #RIPTHAILAND ขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์อันดับหนึ่ง เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของคนคนเดียว

https://www.khaosod.co.th/hot-topics/news_2594119


  ชัดเจนแล้ว:มันคือสภาตะหาน พี่น้อง พรรคพวกหรืออีกนัยหนึ่ง “สภาเผด็จการ “ที่กระหายอำนาจ
โพสต์โดย: admin - 06-06-2019, 04:32 AM - หัวข้อ: สังคมและการเมือง - ไม่มีการตอบ

ชัดเจนแล้ว:มันคือสภาตะหาน พี่น้อง พรรคพวกหรืออีกนัยหนึ่ง “สภาเผด็จการ “ที่กระหายอำนาจ ผลประโยชน์


มันอ้าง...”ทำเพื่อประชาชน”  แต่ประชาชนคนรักประชาธิปไตยและความยุติธรรมอย่างเราๆรู้ไปถึงกึ๋นของพวกมันว่าต้องการอะไร...

มันชัดเจนแล้วว่า “ผู้กำกับ” เขาต้องการให้เราเดินไปทางไหนมิใยที่รู้ทั้งรู้ว่าชาวโลกเขาจะคิดยังไง...เขาคิดว่าเขาจะปราบพวกเราได้อีกนานแสนนาน..

ก็ปล่อยให้เขาคิดไป....

ฝ่ายประชาธิปไตยแพ้ในเกมที่เขาจัดตั้งมา(สว.ลากตั้ง 250เสียง)ก็ให้ถือว่าเราชนะอย่างขาวสะอาด..ถึงจะเหนื่อยแต่ก็ต้องสู้ต่อไป...ท้อไม่ได้...

It’s not the end…It’s just the beginning..

มันไม่ได้จบ..มันเป็นเพียงการเริ่มต้นในเกมใหม่...

สู้กับนายกใหม่..ที่ขี้ขลาดตาขาวไม่ยอมลงเลือกตั้ง...ใช้อำนาจและเงินตราให้พรรคพวกและลิ่วล้อให้สยบใต้อุ้งตีน...

มันตลกไหมที่ประเทศกูมีแคนดิเดทนายกฯ 2 คนที่ถูกเสนอชื่อ..
คนหนึ่งไม่ยอมโผล่ไปที่สภาไม่รู้ด้วยเหตุผลอะไร คือ “นายประยุทธ์ จันทร์โอชา” ฝ่ายเผด็จการ

อีกคนหนึ่งสภาห้ามเข้าเพราะกำลังถูกตรวจสอบกรณีถือหุ้นคือ”นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ฝ่ายประชาธิปไตย

มันไม่มีอำนาจเผด็จการใดๆในโลกที่จะอยู่ยั้งยืนยงมีแต่อำนาจที่มาจากพลังของประชาชนเท่านั้น....

แล้วเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์....ถ้าเราไม่ยอมถอย...

เผด็จการจงพินาศ...ประชาธิปไตยจงเจริญ..!

เชิญอ่านข่าวครับ :
 
ลงมตินายกฯ ประยุทธ์ 500 ธนาธร 244 ส.ส. ยังไม่เจองูเห่า - ส.ว. ไม่แตกแถว
 
[Image: 48008983047_e8692f4400_b.jpg]


สรุปผลลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนอชื่อโดยพรรคพลังประชารัฐได้ 500 คะแนน ส่วนธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เสนอชื่อโดยพรรคอนาคตใหม่ได้ 244 คะแนน

500 คะแนนที่ลงมติเลือก พล.อ.ประยุทธ์ ประกอบด้วย ส.ส. 251 เสียง และ ส.ว. 249 เสียง

244 คะแนนที่ลงมติเลือก ธนาธร เป็นการลงคะแนนของ ส.ส. 7 พรรคต้าน คสช. ทั้งหมด โดยยังไม่มี  "งูเห่า" หรือ ส.ส. แหกมติแต่อย่างใด

ทั้งนี้มีผู้งดออกเสียง 3 คน ได้แก่ 1. ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา/ประธานสภาผู้แทนราษฎร 2. พรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา/ประธานวุฒิสภา และ 3. สิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย

โดยผู้ร่วมประชุมรัฐสภา 747 คน ไม่เข้าสภา 3 คน ได้แก่ 1. อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. และจุมพิตา จันทรขจร ส.ส.นครปฐม พรรคอนาคตใหม่ ลาป่วยตั้งแต่ก่อนเปิดประชุมสภา

https://prachatai.com/journal/2019/06/82820
 


  เช้านี้(วันที่ 5)ขอทวนกระแส : ผมคิดว่า “ปายุด “ไม่ได้เป็นนายกฯรอบ 2 เหตุผล....
โพสต์โดย: admin - 06-04-2019, 04:38 PM - หัวข้อ: สังคมและการเมือง - ไม่มีการตอบ

เช้านี้(วันที่ 5)ขอทวนกระแส : ผมคิดว่า “ปายุด “ไม่ได้เป็นนายกฯรอบ 2 เหตุผล....


ถ้าใครเชื่อว่า “ปายุด “ เป็นเพียงตัวละครตัวหนึ่งมาเล่นตามบทที่มีผู้กำกับก็จงเชื่อเถิดว่า “ ปายุด “ จะไม่ได้เป็นนายกฯอีกรอบในสภาวะแบบนี้เพราะมันเสี่ยงเกินที่จะฝืนความรู้สึกของชาวไทยและชาวโลก...มันจะเกิดการต่อต้านระส่ำระสายไปทั่ว..

[Image: d105abdfc9a427a594b9bf0f7a55cd50.jpg]
จะให้มาเป็นรัฐบาลต่อได้ยังไงในเมื่อไม่สามารถกุมเสียงได้เด็ดขาดถึงเป็นได้สภาก็จะล่มจากเสือสิงห์เขี้ยวลากดินทั้งหลายในเวลาไม่นาน..

เกิดประชาชนไม่พอใจออกมาต่อต้านพร้อมๆกันคุมไม่อยู่แล้วจะทำยังไง...

แถมยังจะถูกประณามจากต่างประเทศอีก..รู้ว่าจะเป็นรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพแล้วยังจะปล่อยออกมาอีก...
 
หากผู้ “กำกับ “ ยังปล่อยให้เป็น ความฉิบหายจะบังเกิดกับประเทศแน่ๆ “ผู้กำกับ “ ก็จะพลอยโดนหางเลขไปด้วยว่ายอมให้ประเทศตกต่ำแบบนี้ได้ยังไงไม่ขายหน้าเขาแย่หรือ...

เอาเป็นว่า...ถ้า”ปายุด “ ไม่ได้เป็นก็จะเกิดจากเทคนิคบางอย่าง...

แต่ถ้ายังได้เป็น....คนไทยที่รักประชาธิปไตยและความยุติธรรมในสังคม...จะเจอความยากลำบากไปอีกนาน...ขณะที่ “ ผู้กำกับยังอยู่สบายนั่งกินนอนกิน...

ก็ขอภาวนาอย่าให้ประเทศไทยของเราเกิดกลียุคเลย

เผด็จการจงพินาศ  ประชาธิปไตยจงเจริญ  !


  เชิญแวะชิมร้านข้าวต้มปลากะพง “เฮียโจ้” และสารพัดเมนู
โพสต์โดย: admin - 06-04-2019, 05:45 AM - หัวข้อ: อาหารพื้นเมือง : “ ไส้อั่วเชียงใหม่ สั่งได้ " - ไม่มีการตอบ

[ltr]เชิญแวะชิมร้านข้าวต้มปลากะพง “เฮียโจ้” และสารพัดเมนู[/ltr]



[ltr]ได้ฤกษ์เปิดสาขาสารภี วันอังคารที่ 4 มิ.ย. นี้[/ltr]



[ltr]ผ่านมาทางสารภีก็เชิญมาแวะอุดหนุนนะครับ อยู่บนถนนสายต้นยางเชียงใหม่-ลำพูน ในบริเวณเดียวกับ สถาบันสอนภาษาอังกฤษ MEA[/ltr]



[ltr]ห่างจากที่ว่าการอำเภอสารภีไปทางใต้ประมาณ 500เมตรทางขวามือ จะสังเกตเห็นตึกและรั้วสีส้มตรงกันข้ามกับวัด “แสนหลวง “[/ltr]



[ltr]เปิดให้บริการฝ่ากระแสเศรษฐกิจวิปริตเพราะเจ้าของสถานที่และ[/ltr]



[ltr]เจ้าของกิจการต่างให้โอกาสซึ่งกันและกันแถมเป็นชาวอนาคตใหม่ทั้งคู่....[/ltr]



[ltr]ร้านเปิด จันทร์-เสาร์  เวลา 10.00 -20.00น. โทร : 095-751-1281[/ltr]



[ltr][Image: WZZPzBv.jpg][/ltr]



[ltr][Image: gKJcxPR.jpg][/ltr]



[ltr][Image: o7XBqKV.jpg][/ltr]



[ltr][Image: nqCvri2.jpg][/ltr]



[ltr][Image: n6zjJYT.jpg][/ltr]



[ltr]คุณ “โจ้ “ เจ้าของร้านบอกว่าเขาเสิร์ฟอาหารระดับภัตตาคารในราคามิตรภาพและเป็นกันเอง[/ltr]





[ltr]ผ่านมาทางสารภีก็เชิญมาแวะอุกหนุนกันนะครับ...[/ltr]



You are visitor no. :   Theme © 2014 iAndrew  
Powered by: MyBB, © 2002-2019 MyBB Group.  
ลงโฆษณากับนานาสาระ ดอทโออาร์จี เพียงเดือนละ xxx บาท สนใจติดต่อที่ info@nanasara.org