ยินดีต้อนรับ, บุคคลทั่วไป
คุณจะต้อง ลงทะเบียน ก่อนที่คุณจะสามารถโพสต์ในเว็บไซต์ของเรา

อีเมล:
  

รหัสผ่าน
  





ค้นหาหัวข้อ

(การค้นหาขั้นสูง)

สถิติฟอรั่ม
» สมาชิก: 197
» สมาชิกล่าสุด: jeancjon
» กระทู้: 5,631
» โพสต์: 8,547

สะถิติเต็มรุปแบบ

กระทู้ล่าสุด
รถไฟฟ้าสีม่วง (หมอง)
หัวข้อ: สังคมและการเมือง
6 ชั่วโมง ที่ผ่านมา
» ตอบกลับ: 0   » อ่าน: 11
คิดผิดมหันต์: ยุบ อบต.
หัวข้อ: สังคมและการเมือง
10 ชั่วโมง ที่ผ่านมา
» ตอบกลับ: 0   » อ่าน: 15
วินัยทหารแบบที่มีสปิริตมั...
หัวข้อ: สังคมและการเมือง
11 ชั่วโมง ที่ผ่านมา
» ตอบกลับ: 0   » อ่าน: 174
“สิรภพ”หรือ“รุ่งศิลา”ผู้ต...
หัวข้อ: สังคมและการเมือง
11-22-2017, 01:57 PM
» ตอบกลับ: 0   » อ่าน: 356
ดร.สมคิดเข้าใจไขว้เขวเรื่...
หัวข้อ: สังคมและการเมือง
11-22-2017, 12:25 PM
» ตอบกลับ: 0   » อ่าน: 13
คนต่างชาติเขาก็รู้ : ข่าว...
หัวข้อ: สังคมและการเมือง
11-21-2017, 02:50 PM
» ตอบกลับ: 0   » อ่าน: 411
ด่วน ฟองสบู่คอนโดฯ ยังไม่...
หัวข้อ: สังคมและการเมือง
11-21-2017, 11:15 AM
» ตอบกลับ: 0   » อ่าน: 20
ดร.สมคิด ดึง HKETO มาไทย:...
หัวข้อ: สังคมและการเมือง
11-21-2017, 09:09 AM
» ตอบกลับ: 0   » อ่าน: 27
ย้ำ ห้องชุดยังไม่ล้น แต่ถ...
หัวข้อ: สังคมและการเมือง
11-20-2017, 08:36 AM
» ตอบกลับ: 0   » อ่าน: 41
ปตท.โกงชาติ จริงหรือไม่ เ...
หัวข้อ: สังคมและการเมือง
11-20-2017, 07:28 AM
» ตอบกลับ: 0   » อ่าน: 28

 
  รถไฟฟ้าสีม่วง (หมอง)
โพสต์โดย: sopon4 - 6 ชั่วโมง ที่ผ่านมา - หัวข้อ: สังคมและการเมือง - ไม่มีการตอบ

หลายคนอยากรู้ว่าห้องชุดตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงเป็นอย่างไรบ้าง ยังซื้อไหวไหม มาดูผลสำรวจล่าสุดของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
           ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (http://www.area.co.th) แถลงว่า:
           27,540 หน่วย คือจำนวนห้องชุดที่สร้างเสร็จในห้วงเวลา 6-36 เดือนในพื้นที่ตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางซื่อ-บางใหญ่รวมทั้งหมด 40 โครงการ 57% ของหน่วยขาย ๆ ในราคาเพียง 1-2 ล้านบาท อีก 26% ขายในราคา 2-3 ล้านบาท แสดงว่าส่วนใหญ่ถึง 83% ขายในราคาประมาณ 1-3 ล้านบาทเท่านั้น ที่ขายเกิน 5 ล้านบาทต่อหน่วยมีเพียง 374 หน่วย หรือ 1.4% เท่านั้น
           84% ของหน่วยขายทั้งหมดในทำเลนี้ ขายไปสู่ผู้ซื้อกันแล้ว อาจกล่าวได้ว่า ผู้ประกอบการยังถือหน่วยรอขายอยู่อีก 16% นับว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่คงปลอดภัยแล้วเพราะยอดขายพ้นขีดอันตรายคือเกิน 70% แล้ว แต่ยังนับว่าถืออยู่ในมือผู้ประกอบการมากพอสมควร เพราะเฉลี่ยแล้วห้องชุดตามแนวรถไฟฟ้าเหล่านี้ในขอบเขตทั่วกรุงเทพมหานครยังอยู่ในมือผู้ประกอบการเพียง 9% เท่านั้น
           12,816 หน่วย หรือ 47% ของหน่วยขายทั้งหมดที่มีผู้เข้าอยู่ในทำเลนี้ แสดงว่ามีผู้เข้าอยู่น้อยมาก โดยเฉลี่ยทั่วกรุงเทพมหานครคือ 72% สถานการณ์ของทำเลนี้จึงถือว่าวิกฤติมาก มีผู้ซื้ออยู่แต่ไม่ค่อยมีผู้ย้ายเข้าอยู่จริง แสดงว่าหน่วยขายที่มีผู้ซื้อไว้คงซื้อไว้เก็งกำไรเป็นจำนวนมากนั่นเอง อย่างไรก็ตามปรากฏว่าในอีกแง่หนึ่งคนซื้อส่วนใหญ่ในทำเลนี้เข้าอยู่อาศัยเอง มีคนเช่าอยู่เพียง 19% เท่านั้น แต่โดยที่มีคนอยู่อาศัยน้อย จึงแสดงว่าจำนวนที่สร้างขึ้นเกินจำนวนกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ใช้สอยเอง (End Users) เป็นจำนวนมาก
           3.4% คือราคาที่เพิ่มขึ้นต่อปีสำหรับห้องชุดที่สร้างขึ้นมาในทำเลนี้ ซึ่งถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน เพราะภาพรวมของทั้งตลาดก็คือ 4.2% ราคาขึ้นไม่มากนักเพราะมีอุปทานในตลาดอยู่มากมายเป็นพิเศษ
           4.1% คืออัตราผลตอบแทนสุทธิโดยใช้ค่าเช่าตลาดปัจจุบัน 10 เดือน หารด้วยราคาขายปัจจุบัน แต่อัตราผลตอบแทนทั้งตลาดโดยรวมพื้นที่ตามแนวรถไฟฟ้าอื่น ๆ ด้วยคือ 4.5% แสดงว่าผลตอบแทนได้ไม่มากนักนั่นเอง ทั้งนี้ก็คงเป็นเพราะมีอุปทานมากมายเป็นพิเศษในทำเลนี้
           ข้อเสนอแนะสำหรับการลงทุนก็คือ
           1. สำหรับนักพัฒนาที่ดิน อาจต้องศึกษาตลาดให้ดีก่อนการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ๆ ในช่วงนี้เพราะกำลังซื้อค่อนข้างน้อย
           2. สำหรับนักลงทุนซื้อเพื่อการขายต่อ/เก็งกำไร คงต้องเลือกหาซื้อห้องชุดราคาถูกโดยเฉพาะที่ "ร้อนเงิน" ต้องการขายต่อในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด จะได้ราคาดีเป็นพิเศษ
           3. สำหรับผู้ซื้อบ้านอยู่อาศัย ไม่ต้องกลัวราคาจะตก คงไม่ตกต่ำลง เพียงแต่ในการเลือกซื้อควรเลือกซื้อโครงการที่เปรียบเทียบแล้วคุ้มค่ากว่า มีผู้เข้าอยู่พอสมควร มีการบริหารทรัพย์สินที่ดี และควรเป็นโครงการที่แล้วเสร็จแล้ว เพราะได้สินค้าแน่นอน และสามารถต่อรองได้ตามสมควร
ดูวิดิโอคลิก: https://www.facebook.com/dr.sopon4/video...680899717/
ที่มา: https://goo.gl/ck3KAY


  คิดผิดมหันต์: ยุบ อบต.
โพสต์โดย: sopon4 - 10 ชั่วโมง ที่ผ่านมา - หัวข้อ: สังคมและการเมือง - ไม่มีการตอบ

ลดขนาดราชการส่วนกลาง เลิกราชการส่วนภูมิภาค ส่งเสริมราชการส่วนท้องถิ่น เพื่อเป็นการกระจายอำนาจสู่ประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย คือการปฏิรูประบบราชการที่แท้จริง
        1. ราชการส่วนภูมิภาค หรือก็คือแขนขาของราชการส่วนกลางที่ถูกส่งไปประจำตามท้องถิ่นต่าง ๆ นั้น มีกำลังคนอยู่เป็นจำนวนมากถึง 360,928 คน ตามข้อมูลคนภาครัฐในฝ่ายพลเรือน พ.ศ.2557 ซึ่งเป็นข้อมูลเผยแพร่ล่าสุด ข้าราชการส่วนภูมิภาคจำนวนนี้มีสัดส่วนถึง 17% ของข้าราชการทั้งหมด
        2. แต่ราชการส่วนท้องถิ่น มีกำลังคนเพียง 22% เท่านั้น ทั้งที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในจังหวัดภูมิภาคหรือในชนบท กลับมีข้าราชการไป "รับใช้ประชาชน" น้อยมาก
        3. ที่น่าสังเกตก็คือราชการส่วนกลาง ที่กระจุกอยู่ในกรุงเทพมหานครมีข้าราชการรวมกันถึง 1,267,609 คนหรือราว 61% ของทั้งหมด ซึ่งแสดงถึงองคาพยพที่ใหญ่โตมากของระบบราชการที่อาจมีกำลังคนเกินความจำเป็น (นอกจากนั้นข้อมูลข้างต้นยังรวมเฉพาะในส่วนของกำลังคนในฝ่ายพลเรือนเท่านั้น ยังไม่รวมรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนข้าราชการทหารที่มีอีก)
        และข้อมูลล่าสุดระบุว่า จำนวนกำลังคนภาครัฐเพิ่มขึ้นเกือบ 50% อยู่ที่ราว 2.2 ล้านคน (ณ ปี 2558) ถ้าหากรวมเอาภาระงบบุคลากรรวมทั้งสวัสดิการข้าราชการอื่นๆ อย่างค่ารักษาพยาบาล และบำเหน็จ บำนาญ ก็ร่วม 1.1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ของรัฐบาล. . .เมื่อเทียบกับจีดีพี งบบุคลากรภาครัฐของไทยสูงเป็นอันดับต้นๆ ในเอเชีย รองจากบาร์เรน และมัลดีฟส์ โดยสัดส่วนงบบุคลากรภาครัฐต่อจีดีพีของไทยอยู่ประมาณ 7% สูงกว่าเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย (6%) ฟิลิปปินส์ (5%) หรือสิงคโปร์ (3%) (http://bit.ly/1zgXzfh)
        ในอดีตประเทศไทยมีแต่ราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค การจดทะเบียนต่างๆ ก็ต้องไปติดต่อที่อำเภอ หรือจังหวัด แต่ในปัจจุบันเรามีราชการส่วนท้องถิ่น จะเห็นได้ว่าบทบาทของอำเภอหรือจังหวัดมีน้อยลงมาก ยกเว้นอำนาจจากส่วนกลางที่พยายามจะรักษาไว้เพื่อการควบคุมส่วนท้องถิ่น อันที่จริงควรมีการเลือกตั้งนายอำเภอ และผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อการกระจายอำนาจ นี่จึงเป็นการปฏิรูประบบราชการที่แท้ และให้อำนาจตกเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง แต่ดูจากแนวโน้มประเทศไทยเราคงเดินไปในแนวทางที่จะให้อำนาจข้าราชการประจำมากขึ้น แทนที่จะส่งเสริมท้องถิ่นให้มีอำนาจจริง
        ในการส่งเสริมส่วนท้องถิ่นนั้น สามารถดำเนินการได้โดย
        1. ให้อำนาจส่วนท้องถิ่นในการจัดการศึกษา การดูแลความปลอดภัย การปกครองโดยตรง โดยมีข้าราชการเป็นของตนเอง ไม่สังกัดส่วนกลาง ไทยก็จะมีองคาพยพของระบบราชการที่ไม่อุ้ยอ้าย ไม่มีกระทรวงศึกษาธิการที่ "เทอะทะ" ตัดวงจรเส้นสายต่าง ๆ ไป
        2. ให้ท้องถิ่นสามารถแต่งตั้งหรือสรรหา "City Manager" (ผู้จัดการเมือง) "City Appraiser" (ผู้ประเมินค่าทรัพย์สิน) หรือผู้บริหารการศึกษา ผู้จัดการฝ่ายโยธา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา โดยมีข้าราชการประจำคอยปฏิบัติตามนโยบาย ไม่ใช่ให้ข้าราชการประจำที่ควรรับใช้ประชาชนกลับมา "ขี่คอ"
        3. การแต่งตั้งหรือสรรหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนี้ ก็มาจากท้องถิ่น โดยนายกเทศมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่ใช่มาจากการแต่งตั้งจากส่วนกลางอย่างเด็ดขาด เพราะนั่นเท่ากับไม่เป็นประชาธิปไตย
        ดังนั้นงบประมาณต่าง ๆ ที่จะใช้จึงมาจากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง นำเงินส่วนนี้มาใช้เพื่อการบริหารเมืองหรือท้องถิ่นระดับต่างๆ ต่อไป ในการนี้
        1. ต้องจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้เพียงพอ ไม่ใช่เก็บแค่ 0.1-1% แต่พึงจัดเก็บที่ 1-2% ของมูลค่าในแต่ละปี
        2. ลดภาระภาษีทางอื่น เช่น เลิกใช้ภาษีโรงเรือน ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีและค่าธรรมเนียมโอน เป็นต้น
        3. ลดการเก็บภาษีทางตรง หรืออย่างน้อยต้องไม่เพิ่มขึ้น เป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อเงินจะได้ไม่ไหลไปส่วนกลาง ทำให้เกิดการทุจริตประพฤติมิชอบต่างๆ ในระหว่างทางได้
        แต่ขณะนี้กลับอนาถนัก ราชการกำลังพยายามยุบรวม อบต. ต่างๆ ทำให้ผู้แทนหรือปากเสียงของประชาชนลดลงและกลับพึ่งอำนาจส่วนกลางครอบงำให้มากขึ้น อย่างนี้จะพากันลงเหวหรือไม่ต้องช่วยกันไตร่ตรองให้ดี
ที่มา: https://goo.gl/2xxRmg


  วินัยทหารแบบที่มีสปิริตมันไม่มีในระบบทหารของไทยยุคนี้....
โพสต์โดย: akausa - 11 ชั่วโมง ที่ผ่านมา - หัวข้อ: สังคมและการเมือง - ไม่มีการตอบ

ยังไม่พอ..ยังแฝงด้วยความป่าเถื่อน..โหดร้าย..ทารุณถึงขั้นเสียชีวิตด้วยวิธีต่างๆ..

โดยผู้ถูกกระทำก็ถูกกระทำด้วยวิธี “หมาหมู่ “ ไม่อาจจะสู้ขัดขืนได้..

มันเป็นวินัยที่ป่าเถื่อน..ไร้ศักด์ศรีชายชาติทหาร....

อบรมสังสอนกันด้วยวิธีป่าเถื่อนนี้มาได้ยังไง....

เคยดูหนังมาเรื่องหนึ่งชื่อเรื่องว่า “ An Officer and a Gentleman “

[Image: 1b_d_42614_0_AnOfficerAndAGentleman.jpg]

หรือที่เป็นภาษาไทยว่า “''สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย''ที่ออกฉายเมื่อปี 1982

มันเป็นเรื่องราวของนักเรียนนายเรือ ที่ ''Naval Aviation Officer Candidate School'' ในวอชิงตันที่เติบโตขึ้นมาพร้อมปมในตัว เก็บกดอารมณ์ขุ่นเคืองจากการฆ่าตัวตายของแม่ ขณะที่พ่อซึ่งเป็นอดีตนายทหารเหมือนกัน วันๆ เอาแต่ดื่มเหล้าคลุกอยู่กับผู้หญิงหากินไม่ได้ทำหน้าที่พ่อที่ดีระหว่างที่เขาเป็นเด็กอยู่ในฟิลิปปินส์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่เขาจะไม่มีคุณสมบัติทั้งการเป็น ''นายทหาร'' และ ''สุภาพบุรุษ'' ที่ดีกับการปรากฏตัวครั้งแรก

สภาพของเขาคือคนที่ไม่มีอนาคต, ไร้ทิศทาง และปราศจากเพื่อนแต่หนึ่งในสิ่ง (ส่วนน้อย) ที่เขามีคือ ใจที่รักประเทศชาติและแรงปรารถนาที่จะขับเครื่องบิน แต่คุณสมบัติเพียง 2 ประการก็ดูเหมือนจะเพียงพอแล้ว เมื่อเขาถูกจ้ำจี้จำไชให้ฝึกซ้อมอย่างเข้มงวดของครูฝึกจอมโหดเหม็นขี้หน้าตั้งแต่ชำเลืองสายตาเห็น

ช่วงเวลาฝึก 13 อาทิตย์เป็นเสมือนสังเวียนต่อสู้เพื่อพิสูจน์ตัวเองของชายทั้งสองคนคือนักเรียนเตรียมทหารกับครูผู้ฝึก
มันมีวินัยและสปิริตของชายชาติทหารแท้ๆ...

ภาพยนตร์เรื่องนี้น่าจะเอาเป็นหลักสูตรหนึ่งฉายให้พวก “ทหาร “ ดู...

เชิญชมคลิปวีดีโอครับ :

https://youtu.be/oxW95E7dkQo


  “สิรภพ”หรือ“รุ่งศิลา”ผู้ต้องหาม.112:เพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่คุมขังมาตั้ง 3 ปี 4 เดือน
โพสต์โดย: akausa - 11-22-2017, 01:57 PM - หัวข้อ: สังคมและการเมือง - ไม่มีการตอบ

แต่ยังไม่เคยได้รับการประกัน...แม้จะยื่นเรื่องขอประกันไปหลายครั้งแล้ว..

ข่าวนี้ออกมาได้ 1 อาทิตย์แล้วผมได้เซฟไว้เพราะยังไม่มีเวลามาเผยแพร่...

วันนี้..มีโอกาสวันนี้ก็เอามาบอกกัน...

แต่ก็ไม่ทราบว่ามีข่าวคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว..จากข่าวที่ว่าเลื่อนสืบพยานใหม่เป็นวันที่ 28 พ.ย.นี้...

ครับ..มันเอียนจวนจะสำรากเมื่อเผด็จการทหารออกมาบอกว่า “จะเน้นเรื่องสิทธิมนุษย์ชน “

[Image: 23659420_2240988205927376_75382323204723...e=5AA5E005]


คุณ Bugbunny ณ ประชาทอลค์ ได้เขียนโต้แย้งไว้ว่า...

“สิ่งที่พวกเผด็จการทหารกากมันทำอยู่ทุกวันนี้

คือการละเมิดสิทธิมนุษยชนชัดเจนและรู้กันทั้งโลก

มีแต่เสียงประณามหยามเหยียดจากสังคมโลกเห็น ๆ

แต่เสือกหน้าด้านตอแหลบอกว่าจะเน้นเรื่องสิทธินุษยชน

สงสัยจะจริงที่ว่า จปร กับ รร.เสธ ทบ.นี่มันสอนวิชาหน้าด้านด้วย

จะบอกให้ว่าการที่จะส่งเสริมสิทธิมนุษยชนนั้น

สิ่งที่พวกมึงต้องทำคือไสหัวออกไปให้พ้นเสีย “

เชิญอ่านข่าวครับ :

พยานโจทก์ไม่มา ศาลทหารเลื่อนสืบคดี ม.112 ‘รุ่งศิลา’ ทนายเผยไม่ได้ประกันมา 3 ปี 4 เดือนแล้ว

Published on Wed, 2017-11-15

ศาลทหารเลื่อนสืบพยาน คดี ม.112 ‘รุ่งศิลา' ไป 28 พ.ย.นี้ เหตุพยานโจทก์ซึ่งเป็นประชาชนที่ไปให้ความเห็นไม่มาศาล ทนายเผยจำเลยไม่ได้รับสิทธิประกันตัว-คุมขังมา 3 ปี 4 เดือนแล้ว ชี้เหมือนบีบให้รับสารภาพ แถมหาพยานหลักฐานสู้คดีลำบาก

15 พ.ย. 2560 วันนี้ ศาลทหารกรุงเทพ นัดสืบพยานโจทก์ ในคดีที่ สิรภพ (สงวนนามสกุล) หรือ รุ่งศิลา (นามปากกา) ตกเป็นจำเลย จากการถูกฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือหมิ่นประมาทกษัตริย์ เหตุเขียนบทกวีและเผยแพร่บทความในเว็บไซต์

อานนท์ นำภา ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งรับผิดชอบในดคีนี้ ให้สัมภาษณ์ประชาไทว่า คดีนี้สืบพยานโจทก์เสร็จไปเพียงปากเดียว คือ ตำรวจผู้กล่าวหา ส่วนปากที่ 2 ซึ่งเป็นประชาชนที่ไปให้ความเห็นนั้นยังค้างคาอยู่ และเลื่อนมา ซึ่งวันนี้ เขาก็ไม่มา ศาลจึงเลือนสืบพยานใหม่เป็นวันที่ 28 พ.ย.นี้ ซึ่ง สิรภพ โดนฟ้องคดี ม.112 จำนวน 3 กระทง โดยที่กระทงหนึ่งมาจากการโพสต์ถึงทายาทและรากเหง้าของกบฎบวรเดช

• จำคุก 8 เดือนรอลงโทษ 2 ปี รุ่งศิลานักเขียนผู้ปฏิเสธรัฏฐาธิปัตย์ คสช. ไม่รายงานตัว

• “เรียกรายงานตัวอีกครั้งก็ยังจะอารยะขัดขืน” คำเบิกความ 'รุ่งศิลา' กวีหลังกรงขัง

• ศาลทหาร-ศาลอาญา เห็นไม่ตรงกัน คดี 112 ‘รุ่งศิลา’ขึ้นศาลไหน รอชี้ขาด

อานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิรภพไม่ได้รับสิทธิประกันตัวและอยู่ในเรือนจำกว่า 3 ปี 4 เดือนแล้ว ตั้งแต่หลังรัฐประหารไม่นาน และเพิ่งสืบพยานไปได้แค่เพียงปากครึ่งเท่านั้นเอง จากพยานของโจทก์ราว 6-7 ปากซึ่งอีกนานกว่าจะเสร็จ ขณะที่พยานจำเลย คือ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ (นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์) ที่ยังไม่ได้เบิกความเลยก็เพิ่งเสียชีวิตไปแล้ว

สำหรับการไม่ได้รับสิทธิประกันตัว อานนท์ ในฐานะทนายจำเลย กล่าวว่า สภาพในเรือนจำตอนนี้ก็เหมือนการบีบบังคับ เมื่อจำเลยไม่ได้รับสิทธิการประกันตัวก็เหมือนบีบให้รับสารภาพ แต่สำหรับคดีนี้จำเลยใจแข็ง พยายามสู้คดีว่าไม่ได้ทำผิด นอกจากนี้ ยังทำให้โอกาสที่จำเลยจะหาพยานหลักฐานในการสู้คดีก็ลำบาก เพราะบางเรื่องบอกผ่านทนาย ทนายเองก็อาจไม่ทราบเรื่อง การสอบข้อเท็จจริงของทนายกับจำเลยที่อยู่ในเรือนจำก็ลำบาก

อานนท์ กล่าวด้วยว่า คดีนี้เคยยื่นประกันตัวหลายครั้งแล้ว โดยวางหลักทรัพย์ถึง 5 แสนบาท แต่ก็ไม่ได้รับสิทธิประกันตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นอกจากสิรภพถูกดำเนินคดีนี้แล้ว เขายังถูกดำเนินคดีฝ่าฝืนประกาศ คสช.ที่ 44/2557 ไม่ไปรายงานตัวด้วย โดยในคดีนั้น เมื่อ พ.ย. 2559 ศาลทหารพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 18,000 บาท แต่มีเหตุให้ลดโทษเนื่องจากให้การเป็นประโยชน์ จึงลดโทษให้หนึ่งในสามเหลือโทษจำคุก 8 เดือน ปรับ 12,000 บาท เนื่องจากจำเลยไม่เคยจำคุกมาก่อนจึงให้รอการลงโทษ 2 ปี

https://prachatai.com/journal/2017/11/74135


  ดร.สมคิดเข้าใจไขว้เขวเรื่องตลาดอสังหาริมทรัพย์
โพสต์โดย: sopon4 - 11-22-2017, 12:25 PM - หัวข้อ: สังคมและการเมือง - ไม่มีการตอบ

"เมื่อครู่นี้แหย่ทางประชาชาติธุรกิจ ช่วงนี้โฆษณาพร็อพเพอร์ตี้ (อสังหาริมทรัพย์) มันเยอะ เอกชนคนไทยนี่นะเขามีความฉลาดนะ ถ้าเขาเริ่มได้กลิ่นเมื่อไหร่นี่น่ะ เขาจะเข้ามา" (https://goo.gl/saz8T8) ข้างต้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของปาฐกถาพิเศษของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี แสดงในพิธีเปิดงานสัมมนา "THAILAND 2018" จัดโดย นสพ.ประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 ณ ห้องบอลรูม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
           ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (http://www.area.co.th) ซึ่งเป็นผู้สำรวจตลาดที่อยู่อาศัยมาอย่างต่อเนื่อง ให้ข้อมูลที่แย้งกับ ดร.สมคิด โดยชี้ให้เห็นว่า ดร.สมคิด เข้าใจไขว้เขว
           1. ที่ ดร.สมคิดกล่าวเช่นข้างต้น สอดคล้องกับข้อมูลโครงการเปิดใหม่ในเดือนกันยายน 2560 ที่ศูนย์ข้อมูลฯ รายงานไว้ใน AREA แถลง ฉบับที่ 400/2560: วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม 2560 ว่า "ด่วน อสังหาฯ เดือนกันยายน เปิดใหม่ สุดทะลัก . . . .อสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีการเปิดตัวโครงการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องก่อนสิ้นไตรมาส 3 ซึ่งในเดือนนี้มีจำนวนโครงการเปิดขายใหม่ทั้งหมด 48 โครงการ เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2560 จำนวน 8 โครงการ มีจำนวนหน่วยขายรวม 15,692 หน่วย และมีมูลค่าการพัฒนาโครงการรวม 60,985 ล้านบาท (http://bit.ly/2yqLRUX)
           2. อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดที่ ดร.สมคิดไม่ทราบก็คือ ในเดือนตุลาคม 2560 จำนวนโครงการอสังหาริมทรัพย์เปิดใหม่กลับลดฮวบ ดังที่ศูนย์ข้อมูลฯ ได้รายงานไว้ใน AREA แถลง ฉบับที่ 430/2560: วันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2560 ว่า "ตามคาด อสังหาฯ ใหม่เปิดตัวเพียง 8 โครงการ ต่ำสุดในรอบ 15 ปี" โดยระบุว่า "โดยในเดือนนี้มีจำนวนโครงการเปิดขายใหม่ทั้งหมด 8 โครงการ. . .มีจำนวนหน่วยขายทั้งหมด 2,227 หน่วย และมีมูลค่าการพัฒนาโครงการรวม 8,788 ล้านบาท" (https://goo.gl/xytFWG)
           3. เมื่อเร็ว นี้ ดร.โสภณ ได้เคยเตือนตลาดอสังหาริมทรัพย์ไว้ว่า "การซื้อขายบ้านในขณะนี้เกิดขึ้นมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการลงทุนทางอื่นมีข้อจำกัด จึงทำให้นำเงินมาลงทุนในด้านอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น และหากบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ออกหุ้นกู้เพื่อขยายกิจการอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเพราะยังมีคนซื้อเก็บกำไรกันมาก ๆ ก็อาจทำให้วันหนึ่งบริษัทมหาชนอาจไม่มีความสามารถในการจ่ายคืนหุ้นกู้ได้ ทางราชการอาจต้องยื่นมือเข้ามาลดความเสี่ยงของบริษัทมหาชน ด้วยการระดมกระจายความเสี่ยงของบริษัทใหญ่ๆ กระจายให้ประชาชนเข้าซื้อที่อยู่อาศัย แต่หากยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ก็อาจทำให้ระบบตลาดที่อยู่อาศัยเสียหายทั้งระบบ และนำไปสู่ความเสียหายของเศรษฐกิจไทยได้เช่นกัน" (http://bit.ly/2yt5AmR)
           ดังนั้นแทนที่ ดร.สมคิดจะไปหลงคิดว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังบูม แต่กลับปรากฏว่าเป็นการบูมในกลุ่มที่ไม่ใช่ผู้ใช้สอยตัวจริง หรือไม่ใช่ประชาชนทั่วไป แต่บูมเฉพาะในระดับบน ซึ่งอาจมีผลเสียให้เกิดการเก็งกำไรมากเกินไป การนี้ ถ้า ดร.สมคิดมีข้อมูลที่ถูกต้อง ต้องพยายามป้องปรามปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แทนที่จะมามัวดีใจที่มีการเติบโตของตลาดแบบไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเช่นนี้
           ทางราชการควรมีข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ในการบริหารราชการแผ่นดิน หาไม่จะทำให้การบริหาร นโยบายและแผนไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และขาดประสิทธิผล
ที่มา: https://goo.gl/SKoUNd


  คนต่างชาติเขาก็รู้ : ข่าวฝรั่งบอกรัฐบาลเผด็จการทหารไม่เต็มใจที่จะแก้ไขระบบการศึกษา…
โพสต์โดย: akausa - 11-21-2017, 02:50 PM - หัวข้อ: สังคมและการเมือง - ไม่มีการตอบ

คงจะเป็นเพราะกลัวปกครองยากเมื่อคนเรียนรู้และฉลาดมากขึ้น....

ปิดปากคนมีการศึกษาน้อยด้วยของฟรียื่นล่อ..แถมให้เห็นเป็นบุญคุณจากรัฐบาล..

ตามข่าวบอกว่า..รัฐบาลไม่เต็มใจที่จะแก้ไขระบบการศึกษาและปล่อยให้รายได้ของคนส่วนใหญ่เติบโตขึ้น ประเทศไทย

มองดูเหมือนดีแต่เศรษฐกิจยังมีความเฉื่อยไม่ขยับเขยื้อน ยังคงมีความไม่เสมอภาคและความเป็นเผด็จการที่สูงขึ้น

พวกเขา(เผด็จการ) ยังคิดไม่ได้ถึงวิธีที่จะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนโดยการกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ…

[Image: 20171126_DAP501.jpg?itok=-ORJrnbl]

A new welfare card gives 11.4m people who earn $3,000 or less a year allowances for necessities and transport. For those further up the pyramid, the government has launched a “shopping to help the nation” programme: a tax break of up to 15,000 baht ($460) on purchases this month.

Photo: Bloomberg

A new welfare card gives 11.4m people who earn $3,000 or less a year allowances for necessities and transport. For those further up the pyramid, the government has launched a “shopping to help the nation” programme: a tax break of up to 15,000 baht ($460) on purchases this month.


The junta is unwilling to fix the education system and let the majority’s incomes drive growth. And so, while looking pretty, Thailand remains locked in economic inertia, rising inequality and despotism.

They still haven’t figured out how to generate sustainable growth by stimulating domestic demand

ป.ล. ความเห็นจากท่านผู้อ่าน...คำกล่าวนี้มันคือความจริง..

“ ประเทศอื่นๆ เขาหาทางให้ประเทศตัวเองเจริญ ให้ ปชช มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยเอาอดีตเป็นบทเรียน แต่ตรงกันข้าม ชนขั้นสูงในบ้านเรา เอาเปรียบ ปชช มานาน กดขี่ ข่มเหง กีดกันในทุกเรื่อง จนกระทั่งปัจจุบันนี้ พวกมันยังจะช่วยกันรักษาระบอบ ผลประโยชน์ ของมันเอาไว้ กีดกันไม่ให้ ปชช ได้ลืมตา อ้าปาก.....ถึงเวลาแล้ว.....พี่น้องเอ๋ย......จงลุกขึ้นมาต่อสู้ร่วมกัน.....!! เราจะไปพร้อมกัน . เพื่อชีวิตที่เป็น...ไท “..


ครับ...เมื่อไหร่จะถึงเวลา...


https://espresso.economist.com/746b02b66...6675bac026


  ด่วน ฟองสบู่คอนโดฯ ยังไม่แตก. . .อย่าห่วง
โพสต์โดย: sopon4 - 11-21-2017, 11:15 AM - หัวข้อ: สังคมและการเมือง - ไม่มีการตอบ

ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (http://www.area.co.th) ให้สัมภาษณ์พิเศษแก่คุณลลิตา มั่งสูงเนิน และคุณเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร วิทยุ FM 100.5 เมื่อ 14:45 น. ของวันนี้ ย้ำชัดว่า ฟองสบู่คอนโดฯ หรืออาคารชุดพักอาศัย ยังไม่แตก อย่าได้เป็นห่วงไป ท่านสามารถฟังรายละเอียดได้ตามนี้:

รับฟังบทสัมภาษณ์คลิกที่ลิงค์นี้: http://www.housingyellow.com/radio/index.php?id=280
ที่มา: https://goo.gl/Dd7hf1


  ดร.สมคิด ดึง HKETO มาไทย: บ่มิไก๊
โพสต์โดย: sopon4 - 11-21-2017, 09:09 AM - หัวข้อ: สังคมและการเมือง - ไม่มีการตอบ

ดร.สมคิดคุยว่าตนสามารถดึง HKETO มาในประเทศไทยได้ โดยดึงออกจากปากของเวียดนาม แถมท้าท้ายว่า "มีใครทำได้บ้าง" แต่ ดร.โสภณวิเคราะห์สวนว่า แค่นี้ไม่มีอะไร ถือว่า "บ่มิไก๊" การคุยโวเกินจริง จะทำให้เสียภาพพจน์ได้ ควรแก้ไขด่วน
           "ฮ่องกง มีที่ไหนในโลกนี้ มีใครบ้างที่ทำได้ เขากำลังจะไปตั้ง Headquarters ของฮ่องกงที่เวียดนาม เราไปดึงช้อนออกจากปากเวียดนามมาสู่เรา เขาประกาศตั้ง Hong Kong ETO ที่ประเทศไทย" (https://goo.gl/CDAQPd นาทีที่ 31:02-31:24) ข้างต้นคือปาฐกถาของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ในพิธีเปิดงานสัมมนา "THAILAND 2018" จัดโดย นสพ.ประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 ณ ห้องบอลรูม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
           สิ่งที่ ดร.สมคิดพูดคือการคุยโวที่มาก (Over) เกินจริง แม้จะจริงที่ไทยทำการข้างต้นสำเร็จ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเป็นพิเศษตาม "ราคาคุย" เลย ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (http://www.area.co.th) ให้ข้อมูลที่ชัดเจนไว้ดังนี้:
           1. ฮ่องกงเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ไม่ใช่ประเทศ จึงไม่มีสถานทูต แต่ตั้งสำนักงานตัวแทน (ไม่ใช่ Headquarters อย่างที่ ดร.สมคิดพูด) ในบางประเทศที่มีธุรกิจต่อกันมากเป็นพิเศษ สำนักงานตัวแทนนี้ก็คือ Hong Kong Economic and Trade Office (HKETO) ก็คล้ายกับไต้หวันก็มี Taipei Economic and Trade Office แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็น Taipei Economic and Cultural Office in Thailand
           2. HKETO ในปัจจุบันมีอยู่ที่ จาการ์ตา เจนีวา ซานฟรานซิสโก ซิดนีย์ โตเกียว โตรอนโต นิวยอร์ก บรัสเซลส์ เบอร์ลิน ลอนดอน วอชิงตัน สิงคโปร์ คือในภูมิภาคอาเซียนมาในสิงคโปร์และอินโดนีเซียก่อนที่ฮ่องกงคิดจะไปตั้งที่เวียดนาม เขาเห็นความสำคัญของสองประเทศนี้ก่อนไทยมานานแล้ว เพราะคงมีมูลค่าการค้าและการลงทุนมากกว่าไทยมากนัก
           3. การที่ไทยไปชวนฮ่องกงมาตั้ง HKETO ในไทยแทนที่จะเป็นในเวียดนามนั้น ก็ดีเหมือนกัน แต่ก็คงไม่ได้มีผลอะไรต่อประเทศชาติมากนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ประชาชนทั่วไปไม่มีโอกาสทราบก็คือ ไทยเราไป "ประเคน" อะไรเพื่อ "ล่อใจ" เจ้าหน้าที่ฮ่องกงให้ตัดสินใจใหม่มาตั้งสำนักงานในไทย
           4. อันที่จริงฮ่องกงก็ยังมีสภาพัฒนาการค้าแห่งฮ่องกง (Hong Kong Trade Development Council) ซึ่งคล้ายส่วนราชการผสมกับหอการค้า โดยมีผู้นำธุรกิจสำคัญและข้าราชการมาบริหารสภาแห่งนี้ เพื่อเป็นตัวประสานงานด้านการค้าและการลงทุนระหว่างฮ่องกงกับประเทศต่าง ๆ สภาแห่งนี้มีทั้งในกรุงเทพมหานคร นครโฮจิมินห์ซิตี้ กรุงกัวลาลัมเปอร์ สิงคโปร์ และกรุงจาการ์ตา รวมทั้งใน 30 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย ดังนั้นแม้เวียดนามจะไม่มี HKETO ก็ไม่มีปัญหาใด ๆ ในการค้าขายกับฮ่องกง
           5. สินค้าไทยส่งออกไปฮ่องกงในปี 2559 มูลค่า 11,472 ล้านเหรียญสหรัฐ (https://goo.gl/tqKhpu) ในขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าจากฮ่องกงในปี 2559 มูลค่า 1,599 ล้านเหรียญสหรัฐ (https://goo.gl/k2S3xY) สำหรับเวียดนาม ฮ่องกงส่งออกสินค้าไปเวียดนามในปี 2559 เป็นเงิน 9,253 เหรียญสหรัฐ ในขณะที่ฮ่องกงนำเข้าสินค้าจากเวียดนามในปีเดียวกัน เป็นเงิน 6,957 ล้านเหรียญสหรัฐ (https://goo.gl/YiJqaA) มูลค่าการค้าระหว่างฮ่องกงกับเวียดนามมีมากกว่าไทย
           6. ในปี 2559 ฮ่องกงขอรับการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย เป็นเงิน 20,165 ล้านบาท และได้รับการอนุมัติ 8,602 ล้านบาท (https://goo.gl/b67GrW) ในขณะที่ในปีเดียวกันฮ่องกงลงทุนในเวียดนาม 1,640 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 54,120 ล้านบาท (https://goo.gl/fzVe91) มากกว่าที่มาลงทุนในประเทศไทยเสียอีก
           7. ในช่วงปี 2556-2558 ฮ่องกงลงทุนหลักๆ ในประเทศสำคัญๆ ได้แก่ หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน จีน หมู่เกาะเคย์แมน อังกฤษ เบอร์มิวดา ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา แคนาดา สิงคโปร์ และลักเซ็มเบอร์ ในส่วนอื่น ๆ ของโลก (รวมทั้งไทย) น้อยมาก (https://goo.gl/zTwHbs)
           ดังนั้นการที่ ดร.สมคิด "คุย" ว่าไป "ดึงช้อนออกจากปากเวียดนาม" นั้น จึงถือว่า "บ่มิไก๊" ไม่ได้เป็นผลงานที่เป็นชิ้นเป็นอันอะไร แต่สิ่งที่ไม่เปิดเผยก็คือเราได้เสียอะไรไปบ้างเพื่อแลกกับการที่เขามาตั้งสำนักงานในประเทศไทย สิ่งที่เสียไปนั้น คุ้มค่าหรือไม่ เป็นการ "เสียค่าโง่หรือไม่" สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรตรวจสอบให้ดี ไม่ใช่ปล่อยให้ ดร.สมคิด คุยโดยสังคมไม่อาจตรวจสอบ หรือโดยที่สาธารณชนไม่มีโอกาสทราบความจริง
            การที่ ดร.สมคิด "คุยโว" เกินจริงแบบนี้ จึงอาจทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง เสียภาพพจน์ได้ เป็นสิ่งที่ ดร.สมคิด พึงสังวร เพื่อแก้ไข จะได้สร้างความเชื่อถือให้เกิดขึ้นใหม่ การรายงานภาวะเศรษฐกิจ ควรว่าตามจริงมากกว่าการโกหก

ที่มา: https://goo.gl/2eyB9W


  ย้ำ ห้องชุดยังไม่ล้น แต่ถ้ายังสร้างไม่หยุด จะพังทั้งแถบ!
โพสต์โดย: sopon4 - 11-20-2017, 08:36 AM - หัวข้อ: สังคมและการเมือง - ไม่มีการตอบ

ข่าวดีในขณะนี้ก็คือ อาคารชุดใจกลางเมืองตามแนวรถไฟฟ้ายังไม่ล้นตลาด อย่าได้ห่วงไป แต่ข่าวร้ายก็คือ ถ้าขืนยังสร้างไม่หยุด ไม่มีการคุมกำเนิด จะพากันพัง พากันลงเหวแน่นอน!
           ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (http://www.area.co.th) กล่าวสรุปถึงภาวะตลาดที่อยู่อาศัยประเภทอาคารชุดว่า จากการสำรวจอาคารชุดที่สร้างเสร็จเฉพาะช่วงเวลา 6-12 เดือน โดยที่สร้างเสร็จเกิน 1 ปีแล้ว คงจะมีคนย้ายเข้าอยู่มากพอสมควรแล้ว ทั้งนี้ไม่นับที่เสร็จต่ำกว่า 6 เดือน เพราะยังอยู่ระหว่างการตบแต่งหรือเตรียมตัวย้าย การนำมาพิจารณาในขณะนี้ อาจจะไม่เหมาะสมและทำให้ภาพผิดเพี้ยนได้
           จากการเจาะลึกเฉพาะกลุ่มอาคารชุดตามแนวรถไฟฟ้าที่มีห้องชุดที่สร้างเสร็จในช่วงเวลา 6-12 เดือนนั้นพบว่า
           1. มีอยู่ 20,942 หน่วย และขายไปแล้วเหลือเพียง 3,192 หน่วย หรือ 15% เท่านั้นที่ยังไม่ได้ขาย แสดงว่าผู้ประกอบการพัฒนาอาคารชุดเหล่านี้ค่อนข้างจะหมดห่วงเรื่องอุปทานคงเหลือแล้ว
           2. ในจำนวนทั้งหมดนี้ มีเข้าอยู่อาศัย 11,001 หน่วย หรือ 53% ของทั้งหมด ที่ (ยัง) ไม่เข้าอยู่มีอยู่ 9,941 หน่วย หรือ 47% แสดงว่าในช่วง 1 ปีแรกนี้ การย้ายเข้าอยู่ยังไม่มากนก ราว ๆ ครึ่งต่อครึ่ง ซึ่งคงส่งสัญญาณที่ไม่ได้เป็นเชิงบวกนัก อย่างไรก็ตามสำหรับในปีที่ 2 และ 3 ของการสร้างเสร็จ ปรากฏว่ามีผู้เข้าอยู่มากจนไม่น่าเป็นห่วงแล้ว
           3. อย่างไรก็ตามข้อที่เป็นการบ่งชี้ทางบวกที่ชัดเจนที่สุดก็คือ คนที่เข้าอยู่ส่วนใหญ่ถึง 78% เป็นคนซื้ออยู่ ที่เหลืออีก 22% หรือราวหนึ่งในห้า เป็นผู้เช่าอยู่ 
           ความจริงข้างต้นชี้ให้เห็นว่าแสดงว่า หากดูตามแนวโน้มนี้แล้ว ที่อยู่อาศัยประเภทห้องชุดใจกลางเมืองตามแนวรถไฟฟ้า ยังเป็นที่ต้องการของตลาด หรือยังต้องตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่ใช้สอยจริง (End Users) ที่จะซื้ออยู่อาศ้ยเป็นหลัก ขณะนี้ภาวะล้นตลาด หรือภาวะการเก็งกำไรยังมีไม่มากนัก การลงทุนส่วนใหญ่ยังเป็นของกลุ่มเป้าหมายที่น่าจะเข้าใช้สอยเอง
           อย่างไรก็ตามในขณะนี้เริ่มมีโครงการอาคารชุดที่เปิดตัวในใจกลางเมืองตามแนวรถไฟฟ้าที่ขายได้ดีเยี่ยมภายใน 1 วัน 1 สัปดาห์ หรือ 1 เดือนอยู่หลายโครงการที่น่าจะมาจากแรงซื้อของนักเก็งกำไร จึงอาจทำให้ต่อไปในอนาคต มีการเพิ่มขึ้นของฟองสบู่อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ดังนั้นอาจถึงเวลาที่ต้องมีการควบคุมอุปทานบ้าง หาไม่จะพากันเปิดตัวมากจนเกินไปจนล้นเกินความต้องการที่แท้จริงได้
           นโยบายการควบคุมการเก็งกำไรจึงเป็นสิ่งจำเป็น
ที่มา: https://goo.gl/pqhvef


Heart ปตท.โกงชาติ จริงหรือไม่ เช็คคะแนนความโปร่งใส จาก ป.ป.ส.
โพสต์โดย: happyties - 11-20-2017, 07:28 AM - หัวข้อ: สังคมและการเมือง - ไม่มีการตอบ

ปตท.โกงชาติ จริงหรือไม่ เปิดผลประเมิน 442 หน่วยงาน
คะแนน ปตท. ผ่านเกณฑ์ความโปร่งใส ไม่ทุจริตโกงชาติ รายงานจาก ป.ป.ส.

เปิดผลประเมิน 442 หน่วยงาน ผ่านเกณฑ์“คุณธรรม/ความโปร่งใส” ITA ประจำปี 2560” เฉลี่ย 81.53 คะแนน ปตท. เกินเกณฑ์เฉลี่ย
เปิดผลประเมิน 442 หน่วยงาน ปี 60 ผ่านเกณฑ์“คุณธรรม/ความโปร่งใส” เฉลี่ย 81.53 ปตท. กฟผ. เกินเกณฑ์เฉลี่ย

[Image: ?img=271511161328.jpg]

วันนี้(16 พ.ย.) มีรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า ป.ป.ช. ได้เผยแพร่ผลประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐประจำปีงบประมาณ 2560 จำนวนทั้งสิ้น 422 หน่วยงาน โดยพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity & Transparency Assessment: ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 อยู่ที่ 81.53 คะแนน ทั้งนี้จากผลการประเมิน พบว่า องค์กรศาล (เฉพาะหน่วยงานธุรการ) 3 หน่วยงาน พบว่า สำนักงานศาลยุติธรรมได้คะแนนสูงสุด 92.37 สำนักงานศาลปกครอง 88.29 และสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ 81.79

องค์กรอิสระ 5 หน่วยงาน พบว่า สำนักงาน ป.ป.ช.ได้คะแนนสูงสุด 90.44 และสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้คะแนนน้อยสุด 71.20, องค์กรอัยการ พบว่า สำนักงานอัยการสูงสุดได้คะแนน 78.98 ,หน่วยงานในสังกัดรัฐสภา 2 หน่วยงานคือ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้คะแนนใกล้เคียงที่ 82.70 และ 82.94 ตามลำดับ สำหรับสำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้คะแนน 90.24
 
[Image: ?img=101511161352.jpg]
สำหรับ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ 54 หน่วยงาน พบว่า หน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ได้คะแนนสูงที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 97.97 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 97.13 ธนาคารออมสิน 95.79 ส่วนโรงพิมพ์ตำรวจได้คะแนนน้อยสุด 68.80
ส่วนรัฐวิสาหกิจ ที่เป็นที่จับตา เช่น การบินไทย 87.89 คะแนน บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) 88.97 คะแนน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 92.63 คะแนน การไฟฟ้านครหลวง 91.93, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย 91.47, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 94.39 บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) 85.61 คะแนน สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 86.20 คะแนน และ ขสมก. 90.03 คะแนน เป็นต้น”
ขอบคุณข้อมูลจาก http://samtahantoptt.blogspot.com/2017/1...-2560.html
แต่ข้อมูลยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ไปติดตามกันต่อได้ที่นี่เลยค่ะ  (ปตท ขี้โกง)



You are visitor no. :   Theme © 2014 iAndrew  
Powered by: MyBB, © 2002-2017 MyBB Group.  
ลงโฆษณากับนานาสาระ ดอทโออาร์จี เพียงเดือนละ xxx บาท สนใจติดต่อที่ info@nanasara.org